พ่อค้าแม่ค้ารับซื้อโทรศัพท์เก่าแลกกาละมัง โวยข่าวมั่วแลกเอาไปใช้ก่อการร้าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อโทรศัพท์เก่า กว่า 100 คน เดินทางมาด้วยรถปิคอัพจำนวนกว่า 50 คัน ที่กระบะท้ายบรรทุกถัง กาละมังมาเต็มคันรถ รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมหาสารคามเรื่องขอความเป็นธรรมให้ตรวจสอบและชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง กรณีมีกระแสข่าวในโซเซี่ยลมีเดีย ว่ามีรถกระบะบรรทุกกาละมัง ถัง มาขอแลกโทรศัพท์เก่าที่ไม่ใช้แล้วและจะส่งไปสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อที่จะนำไปประกอบระเบิด ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนไม่สามารถประกอบกิจการได้เหมือนเช่นเดิม โดยได้ยื่นหนังสือต่อนางจันทร์เพ็ญ ศักดิวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมหาสารคาม

นางเย็นศิริ นามโส ราษฏรบ้านหนองซอน หมู่ 1 ตำบลเชียงยืน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ตัวแทนชาวบ้านที่มายื่นหนังสือ กล่าวว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวจากโซเชี่ยลมีเดีย เรื่องชาวบ้านได้นำรถเร่เอาของใช้ประเภทพลาสติก ถัง กาละมัง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำยาล้างจาน ไปแลกโทรศัพท์เก่า โทรศัพท์เสีย แท็บเล็ต ตามหมู่บ้าน เพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย นำไปประกอบระเบิดทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งข่าวที่ออกมาเป็นข่าวลวงเป็นข่าวเท็จ ไม่เป็นความจริง
201610031645232-20021028190501จากกระแสข่าวออกมา พวกตนมีอาชีพ ค้าของเก่า ในตำบลเชียงยืน ต.หนองซอน ต.ดอนเงิน และตำบลโพนทอง อำเภอเชียงยืน รวมถึง ต.เขื่อน อ.โกสุมพิสัย และ ต.นาสีนวล อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กว่า 1,000 คน ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถนำสินค้าพลาสติกต่าง ๆ ไปแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ แท็บแล็ตได้เช่นเคย อีกทั้งเมื่อพบด่านตรวจเจ้าหน้าที่กลับถูกเรียกตรวจและตรวจสอบรถอย่างละเอียด บางรายเจ้าหน้าที่นำตัวไปทำประวัติ ทำให้เสียเวลา อีกทั้งเมื่อเข้าไปแลกเปลี่ยนในหมู่บ้าน กลับถูกชาวบ้านหรือผู้นำหมู่บ้านไล่ออกมาจากหมู่บ้าน ซึ่งเดือดร้อนมาก เพราะไม่มีรายได้ แต่ค่าใช้จ่ายยังคงเหมือนเดิม จึงมาร้องเรียนขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร

โดยพวกตนตระเวนออกรับแลกโทรศัพท์มือถือ แท็ปเล็ต เก่า พัง ที่ไม่ได้ใช้แล้ว โดยจะนำถัง กาละมัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตลอดจน ผังซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่มไปแลกมา จากนั้นจะนำมารวบรวมเพื่อที่จะนำไปขายต่อให้กับร้านทองในตัวอำเภอเชียงยืน ในราคาเครื่องละ 20-40 บาท เพื่อที่จะนำไปสกัดทองแดง แต่ละวันจะแลกถังกาละมังกับโทรศัพท์เก่าได้ วันละประมาณ 300 เครื่อง เฉลี่ยมีรายได้วันละ 1,000 บาท แต่พอมีกระแสข่าวในโซเชี่ยลทำให้พวกตนเดือดร้อน ถูกมองว่าพวกตนเป็นผู้ก่อการร้าย เหมือนเป็นพวกค้ายาเสพติด ที่ต้องถูกตำรวจ ทหารตามจับ ชาวบ้านเมื่อทราบว่ามาแลกโทรศัพท์เก่า ก็ถูกไล่ออกมาจากหมู่บ้าน

ด้านนางวัณณกาญจน์ แพงมา ชาวบ้านหมู่ 11 บ้านหนองซอน ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมข้อมูล เพื่อที่จะเข้าแจ้งความ กรณีมีการแชร์ข้อมูลบนโซเชี่ยล มีการส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ ทำให้พวกตนเสียหาย ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งการแชร์ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง อาจส่งกระทบกับบุคคลอื่นอย่างมหาศาล หากไม่เจออกับตัวเองก็คงไม่รู้ว่าเดือดร้อนเพียงใด

นายวินิต ชนะบุญ ชาวบ้านหมู่ 7 บ้านหนองซอน ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า วันนี้ต้องการมาเรียกร้องความเป็นธรรม กรณีที่พวกตนถูกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย ว่าจะนำโทรศัพท์ไปประกอบระเบิด ทำให้พวกตนไม่สามารถทำมาหากินได้ ถูกทหารตำรวจตั้งด่านจับ ทำให้เสียขวัญ กำลังใจ จึงอยากจะมีเรียกร้องความเป็นธรรม
ด้านนางจันทร์เพ็ญ ศักดิวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านแล้ว โดยจะได้ให้ทางอำเภอเชียงยืน ตรวจสอบกับทางร้านทองที่รับซื้อโทรศัพท์ว่าจะนำโทรศัพท์ไปทำอะไร หากนำสกัดทองแดง จะใช้วิธีไหน เพื่อความกระจ่าง โดยขอเวลาตรวจสอบ 15 วัน จากนั้นจะแจ้งให้ทราบ แต่อย่างไรก็ตามการแชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ อยากให้ประชาชนได้อ่านให้มาก ฟังให้มาก หรือตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นข้อมูลจริง หรือข้อมูลเท็จ

ที่มา>>>ข่าวสด

อุทธาหรณ์ ด.ช.10 ขวบ จุดประทัดขว้างไม่ทัน บึ้มใส่ตัวเจ็บสาหัส

วันที่ 2 ต.ค. หน่วยกู้ชีพเทศบาลตำบลเมืองศรีไค อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้เล่นประทัดแล้วพลาดเกิดระเบิดใส่มือและศีรษะจนบาดเจ็บ ที่บริเวณบ้านดอนกลางใต้ ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จึงรุดไปตรวจสอบพบ ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 10 ขวบ นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ตามร่างกายพบมีบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณมือ แขน ลำตัว ศีรษะ ใบหน้า และตามร่างกายอีกหลายแห่งมีเลือดออกจำนวนมาก จึงรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลs__2433071จากการสอบถาม ด.ช.เอ เล่าวว่า ได้ไปซื้อประทัดยักษ์จากบริเวณร้านขายของชำใกล้บ้านมาเล่นกับเพื่อน จากนั้นตนได้กำประทัดไว้เตรียมจุดเพื่อจะขว้างออกไป แต่ขว้างไม่ทันเป็นเหตุให้ประทัดยักษ์ระเบิดใส่ร่างกายจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพฝากเตือนภัยกับผู้ปกครองว่า ในช่วงที่เข้ากับเทศกาลออกพรรษา ร้านค้าต่างๆ จะนำดอกไม้เพลิงและประทัดมาจำหน่าย ซึ่งบางร้านไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจะมีการจำหน่ายประทัดบางชนิดที่มีความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนไปเล่น โดยไม่มีความรู้และอาจจะส่งผลอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ดังนั้นจึงฝากเตือนไปยังผู้ปกครองว่าให้ช่วยดูแลและให้ความรู้บุตรหลานของตัวเองให้ระมัดระวังด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด!ด.ญ.1 ขวบแกะระเบิดเล่นตูมสนั่น!ฉีกร่างดับสยองยายแขนขาดกระจุย

 เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ส.ค. ร.ต.อ.จักรพล ใจเชื่อม ร้อยเวรสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากนายศักดิ์ชัย บุดดา อายุ 41 ปี สารวัตรกำนัน ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ว่าเกิดเหตุระเบิดผลิตเองระเบิดในบ้านของนางจำเนียร บุดดา อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นอดีตภรรยา ในหมู่บ้านหนองสงวน เลขที่ 96 หมู่ 9 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีนางจำเนียร ได้รับบาดเจ็บแขนขวาท่อนล่างเหนือข้อมือขวาขาด 1 ข้าง และหลานสาวคือด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 1 ขวบ 2 เดือน ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณศีรษะ หูขาด และลำตัว อาการสาหัส นำส่งรักษาอาการที่ รพ.ศรีมหาโพธิ และ ส่งต่อที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ล่าสุดด.ญ.บี ทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตแล้ว จึงรายรายผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นพร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัฐ รัตนจินดา ผกก.สภ.ศรีมหาโพธิ และ ร.ต.ท.เทวัญ ภูมิฐาน รอง สว.สส.ภ.จว.ปราจีนบุรี หัวหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดตำรวจภูธร จ.ปราจีนบุรี รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพัก บริเวณแยกจากถนนสายท่าประชุม-ศรีมหาโพธิ เข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นบ้านปูนชั้นเดียว ที่ห้องนอนในบ้านที่มุมห้องพบกองเลือดนองพื้น ใกล้ๆ กันพบสะเก็ดระเบิดเป็นเศษเหล็กเส้นตะปู และผ้าเทปสีดำกระจายเกลื่อนห้อง ส่วนคนบาดเจ็บถูกนำส่งรักษาอาการที่ รพ.ศรีมหาโพธิ และนำส่งต่อรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเนื่องจากอาการสาหัส ร.ต.อ.จักรพล กล่าวว่า จากการสอบสวนในเบื้องต้นนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า เลิกรากันกับผู้บาดเจ็บมาประมาณ 1 ปีเศษ แต่ยังแวะเวียนมาดูแลบ้านนี้ประจำ ก่อนเกิดเหตุบ้านดังกล่าวพักรวมกัน 5 คน ประกอบด้วยนายชาญชัย บุดดา ลูกชายคนโต น.ส.ธิดาธร รุ่งโรจันทร์ อายุ 20 ปีลูกสาว มารดาของด.ญ.บีที่เสียชีวิต นายฉัตรชัย บุดดา ลูกชายคนเล็กซึ่งพิการ และนายบอล สังอรดี ลูกเขย “ก่อนเกิดเหตุนางจำเนียรผู้บาดเจ็บเดินตามด.ญ.บี มาที่ห้องนอนดังกล่าว ที่ก่อนหน้านี้เป็นของลูกชายชื่อนายนครินทร์  บุดดา อายุ 19 ปี แต่ปัจจุบันไม่อยู่ที่บ้านดังกล่าว เนื่องจากแต่งงานแล้วไปพักอยู่บ้านภรรยา พบระเบิดวางอยู่พื้นห้องมีผ้าเทปสีดำพันรอบ ด.ญ.บีหยิบขึ้นมาเล่นและจะแกะออกดู นางจำเนียรจึงรีบแย่งออกจากมือหลานสาว และหล่นตกลงพื้นห้อง ทำให้วัตถุระเบิดทำงานระเบิดเสียงดังสนั่น พร้อมกับแขนขวาท่อนล่างเหนือข้อมือของนางจำเนียรขาดกระจุยจากแรงระเบิดทันที สะเก็ดระเบิดเป็นเศษเหล็กเส้นตะปูรัศมียังกระจายไปโดนด.ญ.บีบริเวณศีรษะ หูขาด และลำตัว อาการสาหัสล้มฟุบคาที่ ขณะเกิดเหตุมีน.ส.ธิดาธร แม่ของด.ญ.บี ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานได้ยินเสียงจึงวิ่งมาดู และอุ้มลูกสาวมาตัวเปื้อนเลือด มาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านนำส่ง รพ.ศรีมหาโพธิ” ร.ต.อ.จักรพล กล่าว ด้าน ร.ต.ท.เทวัญ ภูมิฐาน รอง สว.สส.ภ.จว.ปราจีนบุรี หัวหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดตำรวจภูธร จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า “จากการตรวจสอบวัตถุระเบิดดังกล่าว เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดผลิตเอง ของวัยรุ่น ใช้ดินระเบิดภายในและด้านนอกเป็นเศษเหล็กเส้นตะปูพันรอบด้วยผ้าเทปสีดำ ไม่เป็นระเบิดชนิดสังหารบุคคลในราชการทหารแต่อย่างใด คาดว่าเป็นของเพื่อนบุตรชายผู้บาดเจ็บชื่อนายนครินทร์  ที่ก่อนหน้าเคยมาพักที่นี่ โดยรายละเอียดรอให้ทางฝ่ายสืบสวนดำเนินการต่อไป”

ที่มา>>>ข่าวสด

4 วิธีเลือกที่ชาร์จมือถือในรถให้หมดห่วงเรื่องความปลอดภัย

จริง ๆ แล้วอุปกรณ์ Gadget สำหรับในรถยนต์แล้วล้วนแต่เป็นสิ่งที่ใกล้ตัว ทั้งสร้างความสะดวกได้มาก และอาจจะก่ออันตรายได้ถ้าเลือกไม่ดี วันนี้ Sanook! Hitech มีคำแนะนำดี ๆ สำหรับเลือกอุปกรณ์ชาร์จมือถือในรถมาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องและช่วยป้องกันภัยร้ายแรงต่อรถของคุณ

ตรวจสอบอุปกรณ์ที่จะใช้งานกับที่ชาร์จสิ่งแรกที่ต้องดูก่อน คือมือถือของคุณว่า สามารถรองรับไฟฟ้าเข้าสู่ตัวเครื่องได้ดีที่สุดที่เท่าไหร่ เพราะถ้าเกิดเลือกผิดจ่ายไฟฟ้ามากเกินไป จะทำให้อุปกรณ์นั้นเป็นอันตรายได้ เพราะไฟฟ้าจะเกิด เสี่ยงต่อเกิดความร้อนสะสมและระเบิดจนเกิดไฟไหม้ในที่สุด

ตรวจสอบกล่องอุปกรณ์ที่จะเลือกซื้อ ต้องมีรายละเอียดข้อมูลครบและชัดเจน เช่น รองรับการจ่ายไฟกี่ Amp โดยสังเกตจากหน้ากล่องจะมีเครื่องหมายบอกเช่น 1A จะสามารถชาร์จไฟกับมือถือรุ่นปกติได้ แต่จะใช้เวลานาน 2.1A ชาร์จไฟกับมือถือรุ่นใหม่ ๆ หรือ Tablet ส่วนใหญ่ได้ ถ้าเลือกมากไปนั้นผลเสียคือ ความร้อนสูงและเป็นอันตราย ยกเว้นบางรุ่นที่มีระบบควบคุมการจ่ายไฟจะทำให้เกิดความปลอดภัยได้

แต่ถ้าอุปกรณ์ที่รองรับการชาร์จได้มากกว่า 1 ช่องเสียบจะต้องรองรับไฟมากกว่า 2 แอมป์ ขึ้นไป ทั้งนี้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่รถจะหมดเร็วเมื่อชาร์จกับอุปกรณ์เหล่านี้ เพราะไฟฟ้าที่จ่ายเข้าไปส่วนมากจะรองรับแค่ 12 โวลล์ เท่านั้น

ดูสเปคว่ารองรับไฟในรถของคุณได้หรือไม่  วิธีตรวจสอบว่ารถคุณสามารถจ่ายไฟออกช่องได้ง่ายเพราะในป้ายจะบอกชัดเจนโดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ ๆ แต่ถ้ารถรุ่นเก่าที่ไม่มีฝาปิดบอกตัวเลขแบบภาพด้านบนสามารถเปิดคู่มือรถยนต์ประกอบกันไปด้วย ก็จะทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า อุปกรณ์ดังกล่าวใช้งานกับรถเราได้แน่นอน

อย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกเกินไป การซื้อของที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า อย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกเกินไป เพราะบางสิ่งที่ถูกอาจจะไม่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานที่รถยนต์รองรับ หรือระบบความปลอดภัยข้างในไม่เพียงพอต่อการจ่ายไฟได้ ซึ่งอาจจะทำให้คุณอยู่ในภาวะที่อันตรายได้

โดยราคาที่จัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานจะต้องมีอยู่ 500 บาทขึ้นไปถือว่ารับได้แล้ว

เคล็ดลับเหล่านี้ ถ้าเลือกถูกต้อง จะทำให้อุปกรณ์ชาร์จไฟในรถสามารถใช้ได้ยาวนานกว่ารถคันที่เราซื้อ เพราะมันจะเหมาะสม แข็งแรงทนทาน และไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ตลอดอายุการใช้งานอีกด้วยครับ

ที่มา>>>Sanook

สำเร็จ! ทีมกู้เรือกำปั่นริมโขงบึงกาฬ ลากขึ้นฝั่งได้แล้ว ยังไม่พบสมบัติใดๆ

ทีมกู้เรือกำปั่นไอน้ำโบราณที่จมแม่น้ำโขง บริเวณบ้านท่าไคร้ จ.บึงกาฬ สามารถดึงซากเรือขึ้นฝั่งได้แล้ว โดยยังไม่พบสมบัติอะไรเนื่องจากในเรือมีทรายกลบฝังแน่น แต่พบระเบิด 3 ลูกแจ้ง จนท.เก็บกู้แล้ว ส่วนกระดูกที่พบต้องพิสูจน์อีกที…

เมื่อเวลาเวลา 16.30 น. วันที่ 20 เม.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานจากริมน้ำโขงบ้านท่าไคร้ หมู่ 5 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ว่า การกู้เรือก็ยังดำเนินการไปเรื่อยๆ เนื่องจากช่วงเช้ามีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้เป็นอุปสรรคกับการทำงานของทีมกู้เรือ ซึ่งครั้งแรกสามารถดึงลำเรือขึ้นมาจากน้ำโขงได้เกือบค่อนลำ เนื่องจากตัวเรือมีความยาวประมาณ 25 เมตร สูง 3 เมตร กว้าง 4.50 เมตร จึงไม่มีพื้นที่จะรองรับตัวเรือ ต้องใช้รถแบ็กโฮขุดดินริมตลิ่งโขงออกให้เป็นทางลาดเอียงที่ไม่ชันมากนัก เพื่อให้เป็นพื้นที่จอดเรือได้ทีมกู้เรือกำปั่นประสบความสำเร็จในการกู้เรือขึ้นมาจากแม่น้ำโขง

นายวีระ แก้วเทพ ผู้ใหญ่บ้านท่าไคร้ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้รถแบ็กโฮ 3 คัน รถเครนขนาด 25 ตัน 2 คัน จึงสามารถลากเรือกำปั่นไอน้ำที่มีหนักประมาณ 30 ตัน ขึ้นจากน้ำโขงได้ เนื่องจากในตัวเรือโดยเฉพาะส่วนหัวช่วง 6 เมตร จะมีทรายกลบฝังแน่นอยู่ในเรือสูงถึง 2 เมตร ใช้ทั้งการฉีดน้ำละลายทรายและดูดทรายและน้ำออกแต่ก็ยังไม่หมด จึงลากเรือขึ้นฝั่งได้ทั้งลำ ส่วนสมบัติที่มีค่าอยู่ในเรือยังไม่พบอะไรเลย เนื่องจากดูดทรายออกยังไม่หมด แต่พบลูกระเบิดเก่า 3 ลูกเป็นอาร์พีจี 2 ลูกและระเบิดขว้าง 1 ลูกจึงให้ส่วนเกี่ยวข้องนำไปทำลายแล้วในซากเรือยังคงมีเครื่องยนต์และหม้อต้มน้ำพลังไอน้ำหลงเหลืออยู่

ส่วนกระดูกที่พบในเรือมีกระดูกฟัน และคาดว่าน่าจะเป็นกระดูกเชิงกรานมนุษย์ จะต้องพิสูจน์ก่อนว่าเป็นกระดูกอะไรแน่ เพราะมีความใหญ่ คาดว่าการดูดทรายออกเพื่อกู้เรือขึ้นไปเก็บไว้ในวัดโพธาราม หรือวัดหลวงพ่อพระใหญ่ให้ลูกหลานไว้ศึกษา และการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับชาวฝรั่ง 2 สามีภรรยา ที่ยอมสละชีวิตจมน้ำตายไปกับเรือกำปั่นนั้น ก็จะดำเนินการต่อไปภาย หลังที่เก็บกู้เรือสำเร็จแล้วทั้งนี้ทีมค้นหาซากเรือยังไม่พบสมบัติใดๆ บนเรือ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการกู้เรือว่า ภายหลังจากฝนตกลงมาอย่างหนักช่วงเช้าทีมกู้เรือก็เริ่มปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้ ประชาชนที่ทราบข่าวและติดตามข่าวการกู้เรือมาตลอดระยะเวลา 1 เดือน ก็มาคอยลุ้นว่าจะพบสมบัติอะไรในเรือกำปั่นโบราณลำนี้ ตลอดทั้งเป็นการมาให้กำลังใจ ซึ่งทำให้สถานที่ริมโขงที่มีอยู่ประมาณ 5 ไร่เต็มไปด้วยผู้คนประมาณ 2,000 คน ทำให้เกิดเป็นตลาดย่อยๆ สารพัดสินค้าที่นำมาขายทั้งผลไม้ อาหารการกินและน้ำดื่ม ทั้งสถานที่จอดรถและที่คนนั่งดูชื้นแฉะไปด้วยน้ำฝน เดินไม่สะดวกเนื่องจากพื้นดินลื่นไปด้วยดินโคลน.

ที่มา>>>Thairath

แท็กซี่ซวยซ้ำซ้อน! ผู้โดยสารเบี้ยวเงินค่ารถ-ยางรถระเบิด

คนขับแท็กซี่ดวงซวย เผย รับผู้โดยสารมาจาก กทม.มาส่งบางบ่อ ขณะแวะเติมแก๊สผู้โดยสารหนีลงจากรถ ไม่จ่ายเงิน 1,200 บ. ตามที่ตกลง ก่อนจะรีบขับรถจะไปดักรอ แต่มีผู้โดยสารที่เป็นสามี-ภรรยาจะไปฝากท้องที่บางบ่อพอดีจึงแวะรับ กระทั่งขับมาไกลยางล้อหน้าดันระเบิดทำให้เสียหลักตกข้างทาง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเหตุ รถแท็กซี่ตกข้างทาง บนถนนบางนา-ตราด กม. 38 ช่องคู่ขนาน ขาเข้ากรุงเทพฯ หมู่ 9 ต.บางวัว จึงประสานหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถแท็กซี่ โตโยต้า ลีโม สีชมพู ทะเบียน ทร180 กรุงเทพมหานคร เสียหลักพุ่งตกลงไปข้างทางจนเกือบตกน้ำ ยางล้อหน้าฝั่งขวาแตก มี นายจรัญ จันทรศิริ อายุ 49 ปี คนขับยืนอยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้โดยสารที่มาด้วยเป็นสองสามีภรรยาที่ตั้งครรภ์ แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดนายจรัญ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้รับผู้โดยสารเป็นผู้หญิงมาจากกรุงเทพฯ ในราคาเหมา 1,200 บาท จะมาส่งที่บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ผู้โดยสารไม่ยอมบอกว่าลงตรงไหน ทำให้ขับรถเลยเข้าเขตบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงแวะเติมแก๊สเพื่อจะกลับไปส่งที่บางบ่อ ขณะที่ลงไปเปิดฝากระโปรง ผู้โดยสารได้แอบลงจากรถแล้ววิ่งข้ามถนนไปไม่จ่ายค่าโดยสาร โดยที่ตัวเองไม่เห็น หลังจากเติมแก๊สเสร็จก็จะรีบขับรถไปดักรอผู้โดยสารคนดังกล่าวที่บางบ่อ แต่มีผู้โดยสารสองสามีภรรยาที่จะไปฝากครรภ์ที่บางบ่อพอดี จึงแวะรับเพราะไปทางเดียวกัน แต่พอมาถึงที่เกิดเหตุยางหน้าฝั่งขวาเกิดระเบิดทำให้รถเสียหลักวิ่งตกข้างทาง โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ.

ที่มา>>>Thairath