ครูไอเดียกระฉูด ชวนนักเรียนดัดแปลง สุขภัณฑ์เหลือใช้ปลูกพืชผักสวนครัว

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.59 ที่โรงเรียนรวมมิตรวิทยา บ.สำโรงน้อย ต.ผไทรินทร์ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ผุดไอเดียสุดแปลกไม่เหมือนใคร โดยการนำโถส้วม ชักโครก โถฉี่ และอ่างล้างหน้า ที่ชำรุดไม่ใช้แล้วทั้งของโรงเรียนและที่ได้รับบริจาค มาประยุกต์ดัดแปลงทาสีทำเป็นอุปกรณ์สำหรับปลูกพืชผักสวนครัว ในแปลงเรียนรู้ด้านการเกษตรของโรงเรียน เพื่อหวังจุดประกายให้เด็กนักเรียนเห็นคุณค่าสิ่งของเหลือใช้ นำกลับมารีไซเคิลประดิษฐ์สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และชุมชน เพื่อลดปริมาณขยะที่ย่อยสลายยาก ทั้งเป็นการกระตุ้นให้เด็กนักเรียนหันมาชื่นชอบด้านการทำการเกษตรมากขึ้นด้วยไอเดียที่แปลกใหม่

อีกทั้งการนำสิ่งของเหลือใช้กลับมารีไซเคิลใหม่ให้เกิดประโยชน์ ก็สอดคล้องกับที่ทางโรงเรียนได้ส่งเสริมปลูกฝังให้เด็กนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตในอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากทางโรงเรียนจะปลูกพืชผักสวนครัวแล้ว ยังได้ปลูกไม้ผล เช่น ขนุนพื้นบ้าน ฝรั่ง กล้วย พุทรา มะเฟือง รวมถึงสอนให้เด็กนำผลผลิตไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า เป็นรายได้เสริมระหว่างเรียน ทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นอาชีพได้อีกด้วย อีกทั้งยังได้เลี้ยงไก่ไข่ ปลา หมูป่า โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการดูแล รักษา เพื่อเป็นแหล่งด้านการเกษตรแก่เด็กนักเรียนโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สนองนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย201612121717049-20041019172247ด.ญ.สุวดี เกยรัมย์ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนรวมมิตรวิทยา บอกว่า เห็นตอนแรกก็รู้สึกแปลกตาที่ทางโรงเรียนนำชักโครกโถฉี่ และอ่างล่างหน้า มาประยุกต์ใช้สำหรับปลูกพืชผัก ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และไม่คิดว่าวัสดุที่หลายคนมองว่าไร้ค่า จะสามารถนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กนักเรียน ได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำวัสดุเหลือใช้ในบ้าน หรือชุมชน มารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ได้201612121717047-20041019172247ด้านนายวรวิทย์ บุญหนัก ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมมิตรวิทยา ยอมรับว่า ตอนแรกที่นำโถส้วม ชักโครก โถฉี่ และอ่างล่างหน้าที่ไม่ใช้แล้วมาประยุกต์ปลูกพืชผักสวนครัวในแปลงเกษตรของโรงเรียน เมื่อนักเรียนเห็นส่วนใหญ่ก็จะหัวเราะเพราะมองว่าเป็นสิ่งแปลก บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งของสกปรกเพราะผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่ก่อนจะนำมาประยุกต์ก็ได้ทำความสะอาดเป็นอย่างดี และทาสีให้ดูน่ามองมากขึ้น จากนั้นนำไปใส่ดินปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งไอเดียแปลกใหม่ที่ทางโรงเรียนคิดขึ้นก็เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เห็นคุณค่าสิ่งของเหลือใช้ สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้ ทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะที่ย่อยสลายยากได้อีกด้วย ที่สำคัญยังเป็นสิ่งดึงดูดให้นักเรียนหันมาสนใจเรียนรู้ด้านการเกษตรมากขึ้นด้วย เพราะนอกจากจะนำความรู้ไปใช้ประกอบการเรียนได้แล้ว ยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพในระหว่างเรียน และหลังเรียนจบได้อีกด้วย201612121717042-20041019172247สำหรับโรงเรียนรวมมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่ชั้นระดับชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 509 คน ครู 24 คน ผู้บริหาร 2 คน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดการเรียนการสอนในด้านต่างๆ ทำให้โรงเรียนได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศโครงการประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ พ.ศ.2558 , รางวัลชนะเลิศโรงเรียนขนาดกลางต้นแบบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประจำปี 2557 และรางวัลอื่นอีกหลายรางวัล

ที่มา>>>ข่าวสด

สาวจบปริญญาตรี จับเกษตรปลูกและรวบรวมสับปะรดสีกว่า 40 สายพันธุ์ ขายต้นละ 3,500 บาท(คลิป)

สับปะรดสี” ไม้ประดับหลากสี หลายคนน่าจะรู้จักกันดี ในอตีดเป็นไม้ที่ปลูกกันเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายส่งขายให้กับร้านจำหน่ายต้นไม้และผ่านโลกออนไลน์ จัดเป็นไม้ประดับที่มีราคาแพง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ คือไม้ทั่วไป และไม้คอแลคชั่นการเพาะขยายพันธุ์ สามารถทำได้ 2 วิธี ครับ คือ การตัดแยกหน่อ และการเพาะเมล็ด แต่ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัดแยกหน่อมาปลูก เนื่องจากจะได้ต้นไว้กว่าส่วนการเพาะเมล็ด ก็ทำได้แบบชิวๆครับ เพียงแค่เก็บเมล็ดจากดอกนำมาเพาะในกระบะที่มีวัสดปลูกเป็นขุยมะพร้าว หรือ พีชมอสผสมทราย ซึ่งวิธีนี้ อาจจะได้สับปะรดสีพันธุ์ใหม่ขึ้นได้สำหรับการดูแล จะให้น้ำวันเว้นวัน แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนต้องหยุดให้น้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำมากเกินไป อาจจะทำให้รากเน่าได้ ให้สังเกตุจากกาบใบให้มีน้ำขังไว้ตลอดเวลาก็เพียงพอ วัสดุปลูกไม่ต้องเปียกตลอดเวลาปุ๋ยใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท เดือนละ 1 ครั้ง โรยรอบๆต้น ตั้งไว้ในโรงเรือนที่พรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีอากาศถ่ายเท ลมพัดผ่าน เท่านี้ต้นสับปะรดสีก็จะมีสีสันที่สวยงามตลอดเวลาราคาจำหน่าย ไม้คลอแลคชั่น จำหน่ายตั้งแต่ 300-3,500 บาท ส่วนไม้ทั่วไป จำหน่ายตั้งแต่ 25-500 บาท

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวสวนสุโขทัยยิ้มไม่หุบ มะนาวไร้เมล็ดลูกดก ราคางามโลละเกือบ 100!

ยิ่งกว่าถูกหวย! เกษตรกรผู้ปลูกมะนาวใน จ.สุโขทัย เตรียมรับทรัพย์ช่วงหน้าแล้งปีนี้ หลังมะนาวออกลูกดกเต็มต้นในหน้าแล้ง พ่อค้ารับซื้อถึงสวนโลละ 70 บาท คาด หากยังแล้งต่อเนื่องอาจถึงโลละ 100 บาท

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สวนมะนาวของ นายกิตติชัย อำนวยศิลป์ อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 23/1 ม.2 ต.ตาลเตี้ย อ.เมืองสุโขทัย ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ริมถนนสายบ้านสวน-ศรีสำโรง ม.2 ต.ตาลเตี้ย ปลูกมะนาวพันธุ์ทูลเกล้า ในบ่อซีเมนต์จำนวน 160 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตขาย ปรากฏว่าถึงแม้ขณะนี้จะเป็นช่วงหน้าแล้ง แต่มะนาวที่สวนกลับออกลูกดกเต็มต้น สามารถที่จะเก็บขายได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเกษตรกรยิ้มไม่หุบ!ปลูกมะนาวได้ราคางาม โลละเกือบ100 บาทนายกิตติชัย เปิดเผยว่า โดยปกติมะนาวจะเริ่มออกดอกประมาณเดือน ก.พ. – มี.ค. และสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณเดือน ส.ค. – ก.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูฝน เมื่อมีผลผลิตออกมามากทำให้มีราคาถูก พ่อค้ามารับซื้อเพียงกิโลกรัมละประมาณ 8-10 บาทเท่านั้น แต่เมื่อใช้วิธีการหลอกมะนาวให้ออกผลนอกฤดู โดยเมื่อถึงเดือน ส.ค. – ก.ย. จะให้มะนาวทั้งสวนอดน้ำจนใบเริ่มร่วง จากนั้นจะเริ่มให้น้ำให้ปุ๋ยอีกครั้งจนต้นกลับมาสมบูรณ์เริ่มแทงยอดอ่อนพร้อมเปิดตาดอกรับการผสมจนเป็นผลอ่อน ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ในช่วงหน้าแล้งพอดีเกษตรกร จ.สุโขทัย ปลูกมะนาวบังคับออกหน้าร้อน สร้างรายได้งามสำหรับมะนาวพันธุ์ทูลเกล้า เป็นลูกผสมระหว่างมะนาวพันธุ์ตาฮิติ กับมะนาวแป้นของไทย ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ลูกใหญ่ น้ำเยอะ ไม่มีเมล็ด มีความหอม เป็นที่ต้องการของตลาด และจะใช้เพียงปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ ยิ่งช่วงนี้อากาศแล้งจัด ทุกเช้าและเย็นจะต้องคอยรดน้ำให้มะนาวเพื่อที่จะให้ความชุ่มชื้นไปหล่อเลี้ยงลำต้นและผล ซึ่งจะส่งผลให้มะนาวมีผลใหญ่และลูกดกมากเป็นพิเศษ

“ทุกปีช่วงหน้าแล้งราคามะนาวจะพุ่งสูงมาก เนื่องจากมีผลผลิตออกมาน้อย จากปกติเคยซื้อขายกันอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท แต่ปีนี้ จ.สุโขทัย เกิดภาวะแล้งหนัก ทำให้มะนาวซึ่งเป็นพืชชอบน้ำติดดอกและออกลูกน้อยมาก เมื่อมะนาวที่สวนมีผลผลิตออกมาในช่วงนี้ก็นับว่าเหมือนถูกหวย เพราะจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวน โดยให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 60-70 บาท และคาดว่าหากสถานการณ์ยังแล้งต่อไปอีก ราคามะนาวอาจพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท หรือตกลูกละประมาณ 8-10 บาท อย่างแน่นอน” นายกิตติชัย เจ้าของสวนมะนาวกล่าว

ที่มา>>>Thairath