จอดรถกลางแดดต้องยกใบปัดน้ำฝนจริงหรือ?

จอดรถกลางแดดต้องยกใบปัดน้ำฝนจริงหรือ?

     สภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนระอุไม่ว่าจะฤดูร้อนหรือฤดูหนาว หลายคนที่จำเป็นต้องจอดรถไว้กลางแดด จึงเลือกใช้วิธียกก้านปัดน้ำฝนค้างไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยางเสื่อมสภาพ

     แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าเราจะยกก้านปัดน้ำฝนขึ้้นหรือไม่ ตัวเนื้อยางเองก็มีการเสื่อมสภาพตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะถึงแม้จะไม่สัมผัสกับกระจก แต่ก็ได้รับความร้อนและรังสี UV โดยตรงจากแสงแดดอยู่ดี ดังนั้นการยกใบปัดน้ำฝนขึ้นจึงช่วยยืดอายุการใช้งานได้น้อยมาก

     ที่สำคัญการยกใบปัดน้ำฝนขึ้น จะทำให้ชุดสปริงในตัวก้านปัดเกิดการยืดตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อยกทิ้งไว้นานๆเข้า จะทำให้แรงกดของใบปัดน้ำฝนกับกระจกนั้นลดน้อยลง เป็นเหตุให้ปัดไม่เกลี้ยง ใบปัดโดด เป็นต้น ซึ่งมูลค่าในการเปลี่ยนก้านปัดน้ำฝนมักไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทเป็นอย่างน้อย


“สำหรับชาวชัยภูมิ ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ชัยภูมิ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ชัยภูมิ ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กีวี่ช่วงนี้หากเดินตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต หลายคนอาจจะเห็นผลไม้หน้าตาน่าทานอยู่ชนิดหนึ่ง หลายคนน่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือ “กีวี” ที่มีเปลือกบางๆ สีน้ำตาล และเนื้อข้างในเป็นสีเขียว หรือสีเหลือง (แล้วแต่พันธุ์) เจ้ากีวีที่ดูเหมือนเป็นผลไม้เมืองนอกอาจไม่ค่อยได้รับความนิยมนักหากเป็นเมื่อก่อน เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ราคาเอื้อมถึงกันได้ง่ายๆ แล้ว ทำให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสเจ้ากีวีแสนอร่อยนี้กันได้มากขึ้น อยากเชียร์ให้ทานกันเยอะๆ เพราะประโยชน์มีมากจนน่าตกใจเลยล่ะ

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี”

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ได้ดีขึ้น

2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง เปล่งปลั่ง

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสแล้ว ยังต้านมะเร็งได้อีกด้วย

4. ผิวดีขึ้นแบบ X3 เมื่อกีวีเต็มไปด้วยมิตามินอี ที่ช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

5. ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

6. มีใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

7. ชะลอวัย และป้องกันโรคสมองเสื่อม

8. ช่วยให้อาการหอบหืดดีขึ้น

เห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้ว วันนี้ลองออกไปเลือกซื้อกีวีในร้านใกล้บ้านของคุณดูนะคะ รับรองว่ารสชาติก็ดีไม่แพ้ประโยชน์มากมายที่มีแน่นอนค่ะ

ที่มา>>>Sanook

รีวิวหนังหน้าเปลี่ยนชีวิต จากหน้าสิวรอยตรึม เป็นกระจ่างใสเป๊ะปัง!

รีวิวหนังหน้าเปลี่ยนชีวิต จากหน้าสิวรอยตรึม เป็นกระจ่างใสเป๊ะปัง!

     พูดถึงหน้าใส ไร้สิว คงเป็นผิวที่หลายๆคนปรารถนา แต่กว่าคนเป็นสิวจะมีผิวกระจ่างใสได้นั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนคนอื่นๆ ที่แค่หยิบไวท์เทนนิ่ง มาทาก็ช่วยได้แล้ว เพราะคนเป็นสิวต้องจัดการสิวให้หายดีก่อน ถึงจะข้ามสเต็ปไปใช้ครีมประเภทไวท์เทนนิ่งได้ ครั้นจะลุกขึ้นหยิบไวท์เทนนิ่งมาทาทั้งๆ ที่ยังเป็นสิวอยู่เต็มหน้า ก็เกรงว่าสิวจะเห่อมากกว่าเดิม ชีวิตนี้เลยหยุดอยู่แค่การรักษาสิวซ้ำๆ ซากๆ วนไปค่ะ!

เมื่อก่อนอิชั้นก็คิดแบบนี้แหละค่ะ ซึ่งมันก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะได้ทดลองกับตัวเองดูแล้ว เราสามารถรักษาสิว แถมค่อยๆ ทำให้หน้ากระจ่างใสได้พร้อมกัน ทำได้จริงค่ะ ดูภาพปลากรอบ before/ after ข้างล่างนี้สิคะ

ซูมเข้าไปเลยยย (ฝั่งที่เป็นสิวนะ) ดูสิคะ รอยสิวหายไปแทบเกลี้ยงงงงงง รูขุมขนดูเล็กลง รู้สึกว่าหน้าใส แล้วผิวละเอียดขึ้นภาพที่เห็นคือภาพก่อนที่เราจะจัดการดูแลตัวเอง สภาพผิวหน้าตอนนั้นค่อนข้างแย่เลยค่ะ
หน้ามัน แถมสิวก็ขึ้นวันเว้นวัน ไม่รู้จักเหน็ดจากเหนื่อย วิธีรับมือตอนนั้นคือ
สิวขึ้นเมื่อไหร่ กดออกสิคะ รออัลไล!! แต่ก็ทิ้งตราบาปไว้บนหน้า รอยดำตรึมค่ะ
แต่หลังจากตั้งใจดูแลตัวเอง ผลที่ได้ก็เป็นอย่างที่เห็น มันค่อยๆ ดีขึ้น

วิธีดูแลตัวเองของเราที่อยากมาแชร์วันนี้คือ
1. รักษาความสะอาด อันนี้สำคัญมากๆ กฎเหล็กที่ทุกคนรู้คือ เราจะไม่นอนถ้าไม่ได้ล้างหน้า
2. พักผ่อน อันนี้เบสิกที่ทุกคนรู้ แต่ทำไม่ค่อยได้ จริงๆ มันมีผลมากนะคะ
3. ถ้ามีสิวอักเสบ อย่าลืมยาแต้มสิวอักเสบ clindamycin นะคะ ยี่ห้อไรก็ได้เพราะใช้ได้เหมือนกัน
4. ทำหน้าขาวไปพร้อมกัน ข้อนี้คือไฮไลท์ค่ะ ปัญหาขอคนเป็นสิวที่อยากหน้ากระจ่างใส ซึ่งมันยากมาก เพราะสิวมักไม่ถูกกับครีมประเภทไวท์เทนนิ่งดังนั้น ต้องค่อยๆ เลือก ค่อยๆ ทดลอง ทาไป 2 วัน ถ้ารู้สึกสิวมาก็ต้องหยุด ข้อเสียคือเปลืองเงินค่ะ แต่ใครจะลองใช้ครีมตามที่เราใช้ก็ได้นะ เพราะเราใช้แล้วรู้สึกว่าสิวลดลง ซึ่งครีมตัวนี้มีส่วนผสมที่ช่วยเสริมความกระจ่างใสอยู่ด้วย (บอกต่อเพราะตัวเองใช้แล้วเห็นผลก็อยากแชร์ค่ะ) ครีมตัวนี้เป็นเดย์ครีมไว้ทากลางวัน โชคดีที่เนื้อมันบางด้วย หน้าเลยไม่มัน มีกันแดดครบ เหมาะมากที่จะช่วยไม่ให้หน้าคล้ำค่ะ รูปขวดของครีมตัวเองทดลองใช้ แปะภาพให้ดูข้างล่างนี้นะคะ ราคาก็แรงแต่ไม่มาก รายละเอียดเอาชื่อไปเสิร์ชใน Google เอาเองนะคะ

Eucerin DermoPURIFYER Day Mat Whitening

   แต่นแต๊นนน..หน้าตอนนี้จ้า หลังจากทดลองตามวีธีนี้ครั้งแรก ตื่นเต้นมากจนอยากมารีวิวค่ะ เพราะรู้สึกตัวเองทดลองมาหลายวิธีมาก มาจบที่วิธีง่ายๆ นี่แหละ แค่ต้องมีวินัยและสม่ำเสมอจริงๆ

สุดท้ายละนะ ไม่รู้จะฝากอะไรก็ขอกำลังใจให้เราหน่อยนะคะ ถ้าไปเจอไรดีๆ มาจะมาเล่าให้ฟังค่ะ ผิดพลาดอะไร ก็ขอโทษด้วยน้า

ที่มา>>>Sanook

4 ท่าออกกำลังกาย กระชับหน้าอกสวยเต่งตึง

4 ท่าออกกำลังกาย กระชับหน้าอกสวยเต่งตึง

หน้าอกที่กระชับ ไม่หย่อนคล้อย ย่อมเป็นที่ต้องการของสาวๆ ทุกคนใช่มั้ยล่ะ เพราะมันทำให้บุคลิกภาพดูดี ดูเฟิร์ม ใส่อะไรก็ดูดี แล้วจะมัวรออะไรกันอยู่ล่ะ ตาม Sanook! Health มาดูกันดีกว่า ว่าจะมีท่าออกกำลังอะไรบ้างที่ช่วยให้หน้าอกของเราดูสวยและกระชับอยู่ตลอดเวลา1. Bench press

– นอนราบลงบนพื้น (หรือถ้ามีอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เก้าอี้ยาว ลูกบอล ก็สามารถนำมาประยุกต์ได้)

– ถือดัมเบลหรือขวดน้ำเอาไว้ เหยียดแขนให้ตรง งอศอกเล็กน้อย

– จากนั้นงอข้อศอกพับลงมา จนรู้สึกตึงที่หน้าอกและดันมือกลับขึ้นสู่ท่าเตรียม

– ทำ 12-15 ครั้ง 2-3 เซต

2. Push up

– เริ่มจากการทำท่า Plank วางมือให้เท่ากับหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย

– ตั้งแขนตรง งอข้อศอกเล็กน้อย ตั้งลำตัวให้ตรง หลังไม่แอ่น (สำหรับคนพึ่งเริ่มวางเข่าไว้กับพื้นได้)
เมื่อตั้งท่าเตรียมเสร็จแล้ว ก็เริ่มวิดพื้นกันเลย

– งอศอกและยุบลำตัวลง ให้รู้สึกตึงที่หน้าอกและดันแขนขึ้นกลับสู่ท่าเตรียม

– ทำ 10-12 ครั้ง 2-3 เซต3. Chest fly

– นอนราบลงบนพื้น (หรือถ้ามีอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เก้าอี้ยาว ลูกบอล ก็สามารถนำมาประยุกต์ได้ดังภาพ)

– หาขวดน้ำหรือดัมเบลมาถือไว้ เหยียดแขนและตั้งข้อมือให้ตรง งอศอกเล็กน้อย

– กางแขนออกช้าๆ และดันกลับมาสู่ท่าเดิม (พยายามเกร็งอกจังหวะกลับขึ้นมา)

– ทำ 12-15 ครั้ง 2-3 เซต4. DIP

– วางมือไว้บนเก้าอี้ งอศอกเล็กน้อย ตั้งตัวตรงและเข่าตั้งฉากกับพื้น

– ขยับก้นออกจากเก้าอี้ จากนั้นหย่อนก้นลงไปในแนวตรงให้มากที่สุด จนรู้สึกตึงที่หน้าอก

– ดันตัวขึ้นกลับสู่ท่าเตรียม

– ทำ 10-12 ครั้ง 2-3 เซต

ที่มา>>>Sanook

5 สเต็ป ที่จะทำให้การสัมภาษณ์งานของคุณผ่านฉลุย!

5 สเต็ป ที่จะทำให้การสัมภาษณ์งานของคุณผ่านฉลุย!

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า เดินสายไปสัมภาษณ์งานกี่ครั้งต่อกี่ครั้งทำไมถึงเงียบหาย งานที่หวังไว้ว่าน่าจะได้ ก็ชวดไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่มั่นใจแล้วว่าตอบคำถามได้ดี โปรไฟล์การศึกษาของเราก็ไม่แพ้ใคร แต่สัมภาษณ์งานครั้งไหน ก็ไม่เคยสมหวัง วันนี้ถึงเวลาบอกลาความผิดหวังจากการสัมภาษณ์งาน กับ 5 สเต็ปง่ายๆ ที่ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน วิชั่นแคร์ นำมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าการสัมภาษณ์งานของทุกคนในครั้งหน้าจะต้องผ่านฉลุยอย่างแน่นอน

#สเต็ปที่ 1 เตรียมความคิด ทำการบ้าน

เริ่มจากศึกษาตำแหน่งที่จะไปสัมภาษณ์งาน และเตรียมคิดว่าเรามีความรู้หรือคุณสมบัติอะไรที่ทำให้บริษัทที่หมายตาไว้ เขาควรจ้างเราบ้าง เช่น ความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคล, ความสามารถทางด้านการขาย ฯลฯ ต้องทำการบ้านเอาไว้ล่วงหน้าก่อนเพื่อที่จะสามารตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นธรรมชาติและแสดงศักยภาพของเราออกมาอย่างเต็มที่ รวมถึงเขียน resume ให้น่าสนใจ เน้นทักษะที่ตรงกับคุณสมบัติของงานลงไป จัดหน้าให้อ่านง่ายและแบ่งหัวข้อชัดเจน ส่วนรูปภาพควรปรับแสง รีทัชแต่พอดี แค่นี้ก็พร้อมสำหรับการเตรียมตัวสเต็ปถัดไป

#สเต็ปที่ 2 เติมทักษะที่ขาด

ขวนขวายเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นในงานเป้าหมาย เพื่อทำให้เราเป็นเหมือนทรัพยากรที่มีค่ากับองค์กรมากขึ้น รวมถึงอาจจะเป็นคนที่พัฒนาองค์กรได้ถูกทิศถูกทางมากขึ้นด้วย เช่น HR ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นผู้คัดสรรบุคคลแล้ว ยังต้องมีความรู้ด้านการตลาด การบริหาร เพื่อสร้างกระบวนการสรรหาที่ตอบโจทย์องค์กรมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าทักษะภาษาอังกฤษนั้น ยังเป็นทักษะทางภาษาอันดับ 1 ที่องค์กรต้องการ แต่หากมีภาษาที่ 2 หรือ 3 ด้วย ก็จะเป็นที่หมายตามากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับทักษะคอมพิวเตอร์ แค่ Microsoft office คงยังไม่พอ อาจต้องเรียนรู้ทักษะโปรแกรมอื่นๆ เพิ่มเติม

#สเต็ปที่ 3 ว่าด้วยเรื่องของ “ทัศนคติ”

ทัศนคติเชิงบวก เป็นสิ่งที่องค์กรและบริษัทต่างๆ ต้องการมาก เพราะบุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกมักจะดึงดูดความสำเร็จเข้ามา ด้วยแนวคิดแง่ดี เช่น เราสามารถทำได้ เรามีความสุข และเราต้องทำให้ได้ แนะนำว่าก่อนสัมภาษณ์งาน ควรทำความรู้จักแบล็คกราวด์ของบริษัทที่เรากำลังจะไปสัมภาษณ์ ดูว่าลักษณะงานตรงกับสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่หรือไม่ จากนั้นลิสต์แนวคำถามและคำตอบที่คาดว่าจะถูกถามไว้คร่าวๆ เพื่อเตรียมพร้อม แต่ขณะเดียวกัน ต้องมีสติบวกกับไหวพริบในการแก้ปัญหาของตัวเองด้วย ในกรณีที่เจอคำถามที่ให้แสดงความคิดเห็น จำไว้ว่า จงเป็นตัวของตัวเองและมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ซึ่งถ้าผ่านไปได้ ก็จะแสดงถึงความมีสติ รอบรู้ และความเป็นผู้นำของเรา

#สเต็ปที่ 4 เช็คบุคลิกภาพและการแต่งกายให้พร้อม

 เพราะบุคลิกภาพดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทางที่ดีขณะที่สัมภาษณ์งานอยู่นั้น ควรนั่งหลังตรงและพยายามใช้ท่าทางประกอบการพูดเพื่อให้ดูผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ สง่า แต่ก็ต้องไม่มากเกินไปจนน่าเกลียด ที่สำคัญต้องมีศิลปะในการพูด โดยตอบคำถามอย่างมีเหตุมีผล ตรงประเด็น ฉะฉาน และมีน้ำเสียงชวนฟัง พร้อมกับเตรียมเรื่องการแต่งกายให้พร้อม เนื่องจากจุดนี้เป็นตัวบ่งบอกถึงความพิถีพิถันและเอาใจใส่ตัวเอง ทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์งาน ควรเลือกเครื่องแต่งกายที่ถูกกาลเทศะ เหมาะกับบุคลิกภาพของตัวเอง อย่าให้มากหรือน้อยเกินไป

#สเต็ปที่ 5 สร้างความประทับใจผ่านการสื่อสารทางสายตา

รู้หรือไม่ว่าการสบสายตาสามารถบอกความรู้สึกได้ ไม่ว่าจะรัก จะชอบ ไม่ชอบ เคารพนับถือ ไปจนถึงความรู้สึกมุ่งมั่น ดังนั้น เวลาสบสายตาผู้สัมภาษณ์ เราต้องใช้สายตาที่มีความสุภาพเรียบร้อย จะได้ไม่ทำให้ดูก้าวร้าวและไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำตาล่อกแล่ก เมื่อเจอคำถามสุดหิน เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังรู้สึกไม่มั่นใจนั่นเอง

ส่วนคนไหนที่สายตาสั้นแล้วใส่แว่นสายตาอยู่นั้น อาจจะลองมองหาตัวช่วยเพิ่มความคล่องตัวและปรับบุคลิกภาพให้ดูกระฉับกระเฉง เสริมความมั่นใจผ่านการแสดงออกทางสายตามากขึ้นด้วยการใส่คอนแทคเลนส์ จะได้ไม่ต้องคอยจับแว่นตาในระหว่างสัมภาษณ์งานเวลาที่ขยับตัวแล้วแว่นตาเคลื่อนไปมาส่งผลให้ไม่โฟกัสในสิ่งที่กำลังสัมภาษณ์และยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย

นอกจากนี้ ข้อควรระวังสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ เมื่อใส่คอนแทคเลนส์ไปสัมภาษณ์งาน ควรเลือกคอนแทคเลนส์ที่ปลอดภัยมีมาตรฐาน ใส่แล้วดวงตาชุ่มชื่นยาวนานจะได้ไม่เสียบุคคลิกกับการกระพริบตาตลอดเวลาขณะสัมภาษณ์งานเนื่องจากรู้สึกตาแห้ง ขืนเกิดอาการตาแดงไปสัมภาษณ์คงไม่ดีแน่เพราะอาจถูกมองว่าเป็นโรค หรือถ้าอยากใส่แบบสีก็ควรจะใส่คอนแทคเลนส์โทนสีธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาล สีดำ หรือสีเทา ที่มีขนาดใกล้เคียงและลายกลืนไปกับดวงตาจริง จะทำให้ดวงตาคมชัดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

หรือบางคนที่ตาดำดูลอยๆ การใส่คอนแทคเลนส์ก็ช่วยได้เช่นกัน และควรทดลองใส่คอนแทคเลนส์ล่วงหน้าก่อนสัมภาษณ์งานสัก 2-3 วันเพื่อสร้างความคุ้นเคยและความมั่นใจในขณะสัมภาษณ์มากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ดวงตาก็จะดูสุภาพ น่าเชื่อถือ สวยมั่นใจ สร้างความประทับใจแรกพบได้แน่นอน

ได้ทราบเคล็ดลับดีๆ กันไปเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมนำเอาไปทำตามกันได้เลย ถ้าทำได้ครบทั้ง 5 สเต็ปนี้ งานที่หวังไว้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปแล้ว

ที่มา>>>Sanook

วิธีทำความสะอาด “อวัยวะเพศชาย” อย่างถูกต้อง

วิธีทำความสะอาด "อวัยวะเพศชาย" อย่างถูกต้อง

การดูแลสุขอนามัยของอวัยวะเพศชายก็มีความสำคัญมากเท่าเทียมกับการดูแลสุขอนามัยของร่างกานโดยทั่วๆ ไป เพราะความสะอาดของอวัยวะส่วนนั้นย่อมเป็นการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้กับตัวเองและผู้หญิงคนที่เขารัก

ผู้ชายที่ขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะจะสะอาดมากกว่าผู้ชายที่ไม่ได้ขริบหนังหุ้มปลายไม่มากก็น้อย แต่ผู้ชายที่ไม่ได้ขริบหนังหุ้มปลายและรักษาความสะอาดเป็นประจำสม่ำเสมอก็มีความสะอาดของอวัยวะส่วนนั้นเท่าเทียมกับผู้ชายที่ขริบหนังหุ้มปลายเช่นกัน

การทำความสะอาดประจำวัน
– ทุกครั้งที่อาบน้ำจะต้องปลิ้นหนังหุ้มปลายออกมา แล้วทำความสะอาดชำระคราบไคลที่หมักหมมอยู่ภายใต้หนังหุ้มปลายออก คราบไคลดังกล่าวมีคำเรียกหาว่า “ขี้เปียก “ เพราะเป็นขี้ไคลที่เปียกๆ และเป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้
– ควรชำระล้างด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น แต่ถ้าหมักหมม มีกลิ่นอาจจะใช้สบู่อ่อนๆ ด้วยก็ได้ หลังฟอกสบู่ควรล้างออกด้วยน้ำสะอาดจนหมด
– ทุกครั้งที่ถ่ายปัสสาวะควรถ่ายจนหมด อย่าให้หลงเหลือมาหยดในภายหลังเพราะอาจจะทำให้เกิดการหมักหมมได้ และเชิ้อแบททีเรียเจริญเติบโตประโยชน์ของกล้วยการทำความสะอาดภายหลังการมีเพสสัมพันธ์
– ทำเช่นเดียวกับการทำความสะอาดประจำวัน
– ในกรณีที่ใช้เจลหล่อลื่นช่วยในการมีเพศสัมพันธ์ หลังจากเสร็จกิจแล้วควรจะชะล้างเจลหล่อลื่น ออกให้หมดด้วยน้ำสะอาด โดยปกติควรจะใช้
เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ เพราะทำความสะอาดและล้างออกได้ง่ายด้วยน้ำ ถ้าเป็นเจลหล่อลื่นที่มีน้ำมันเป็นพื้นฐานอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
– ถ้ามีการสวมถุงยางอนามัยเพื่อการปลอดภัยของการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรจะถอดออกในขณะที่อวัยวะเพศยังคงแข็งตัวอยู่ ด้วยการใช้กระดาษทิชชู่ห่อหุ้มเวลาถอดอย่าให้ถูกมือ เพราะมืออาจมีแผลได้ และควรจะไปชะล้างทำความสะอาดด้วนน้ำสะอาดทันที ซึ่งจะทำให้เจลหล่อลื่นที่เคลือบมากับถุงยางอนามัยหลุดออกไปได้ง่าย
– ถ้าจะให้ดี การทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็ย่อมทำให้สะอาดปลอดภัย และทำให้การร่วมรักนั้นมีความสุขสมมากขึ้น

 จำไว้ว่า “ความสะอาดเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสุขอนามัยของอวัยวะเพศชาย “

นิตยสารหมอชาวบ้าน
คอลัมน์: เรียนรู้เรื่องเพศ
นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

ที่มา>>>Sanook

8 วิธีสยบปัญหาเท้าเหม็น

8 วิธีสยบปัญหาเท้าเหม็น

หน้าฝนแบบนี้นอกจากความชุ่มช่ำและความเย็นสบาย สิ่งที่มาคู่กับอากาศแบบนี้คือกลิ่นครับ กลิ่นที่ว่าไม่ใช่กลิ่นหอมนะครับ มันคือกลิ่นเท้า สำหรับหนุ่มๆ คนไหนมีปัญหานี้อยู่ล่ะก็ วันนี้ Sanook! Men มีวิธีแก้เท้าเหม็นมาฝาก

1. เริ่มที่เรื่องใกล้ตัวกันก่อนครับ ตัดเล็บ และล้างเท้าให้สะอาด สำหรับหนุ่มคนไหนไม่เคยฟอกสบู่ที่เท้าลองฟองแล้วขัดๆ ดูครับ ที่สำคัญตัดเล็บสม่ำเสมอเพราะบางครั้งขี้เล็บทำให้เกิดกลิ่นอับได้

2. ถ้าดูแลเรื่อความสะอาดดีแล้วคราวนี้ ลองใช้สูตรนี้ดูครับ ใช้เกลือผสมน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าประมาณ 15 นาทีทำทุกวันกลิ่นเท้าจะทุเลาลงหรือบ้างคนกลิ่นอับหายไป หรือใครพอมีเวลาลอง ขัดเท้าด้วยกากกาแฟ วิธีนี้ก็ช่วยๆได้เยอะ เอากากกาแฟผสมน้ำอุ่น แล้วขัดเท้าให้สะอาด เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้กลิ่นอับก็ทุเลาลงแล้ว

3. มาที่เรื่องรองเท้ากันบ้าง ใช้หนังสือพิมพ์ ยัดเข้าไปในรองเท้า หนุ่มคนไหนที่มีหนังสือพิมพ์ลองปั้นเป็นก้อนแล้วยัดลงไปในรองเท้าทิ้งไว้ข้ามคืน ด้วยคุณสมบัติดูดกลิ่นทำให้กลิ่นเบาลง

4. รองเท้าใส่ทุกวันโดนแดด โดนฝน บางครั้งเกิดความชื้นควรสลับรองเท้า วิธีนี้หลายคนทำแล้วได้ผล หากมีรองเท้าหลายคู่ลองสลับคู่ใส่ อย่าใส่คู่เดียวซ้ำๆ หากไม่ได้ใส่ควรเอาไปตากแดดบ้างจะช่วยลดกลิ่นอับได้ดี5. ซักรองเท้าบ้าง ใส่กันหลายเดือนหลายปี บางคนไม่เคยซักรองเท้าคู่โปรดเลยก็มี ว่างๆ ลองซักและตากแดดให้แห้งสนิทดูเรื่องกลิ่นจะดีขึ้นแน่นอน

6. ใครใส่รองเท้าคู่เดิมบ่อยๆ ลองเปลี่ยน แผ่นรองเท้า ดูนะครับ เพราะเหงื่อจากเท้าลงไปหมักหมมอยู่ที่พื้นรองเท้าจะทำให้เกิดกลิ่นได้ หากมีสลับใส่กันอย่างน้อยสองชุดก็จะดีครับ

7.ทาสารส้ม นำสารส้มที่เดี๋ยวนี้หาซื้อง่ายมากๆ มาทาเท้าก่อนใส่ถุงเท้าและรองเท้า สารส้มจะช่วยควบคุมเหงื่อทำให้ช่วยให้กลิ่นอับลดลง กลิ่นเท้าเหม็นก็ลดลง

8. แป้งโยคี หลายคนแนะนำกันมาเลยครับ ว่าให้เอาแป้งโยคีโรยพื้นรองเท้าก่อนใส่รองเท้าคู่โปรด เขาว่ามันช่วยให้กลิ่นอับที่ว่าแน่ๆ ให้หายไปเลย หรือหากมีแป้งเด็ก ลองนำมาโรยดูก็ได้ครับ เพราะแป้งมีส่วนช่วยลดความอับชื้นได้ดี

ที่มา>>>Sanook

5 อาหารตามสั่งยอดฮิต เสี่ยงโรคอันตรายโดยไม่รู้ตัว

5 อาหารตามสั่งยอดฮิต เสี่ยงโรคอันตรายโดยไม่รู้ตัว

เราต้องเป็นกันหลายคนแน่นอน ไม่ว่าคุณเป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งฟรีแลนซ์ คุณต้องเคยฝากท้องที่ร้านอาหารตามสั่งบ่อยๆ เพราะอาหารร้อน ได้เร็ว และตามใจชอบ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้ แต่บางร้านก็ทำอร่อยอยู่ไม่กี่เมนู เราก็เลยสั่งอาหารเหล่านั้นซ้ำ แล้วการทานซ้ำบ่อยๆ นี่แหละ ที่ทำร้ายสุขภาพของเราโดยไม่รู้ตัว จะมีเมนูไหนบ้างSanook! Health นำมาฝากค่ะ

1. กระเพราไข่ดาว

กระเพราไข่ดาวไม่ว่าคุณจะสั่งกระเพราไก่ กระเพราหมูสับ หมูชิ้น กระเพราเนื้อ กระเพรารวมมิตร หรือจะพิสดารอีกนิดด้วยแหนม หรือหมูยอ จริงๆ แล้วเป็นเมนูที่พลิกแพลงได้ตามใจเราหลากหลายสิบเมนู แต่ข้าวราดกระเพราสารพัดเนื้อสัตว์มีปริมาณแคลอรี่สูงมาก ยิ่งบางร้านใช้หมูติดมัน ไก่ติดหนัง ก็บวกแคลอรี่เพิ่มเข้าไปอีกครึ่งหนึ่งได้เลย บวกไข่ดาวไข่เจียวเข้าไปอีก 160 กิโลแคลอรี่ เบ็ดเสร็จก็ 700 แคลอรี่เข้าไปแล้ว ในหนึ่งวันเราไม่ควรทานเกิน 1,500-1,800 แคลอรี่ (ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของเรา) มื้อเดียวยังขนาดนี้ แล้วอีกสามมื้อจะไหวเหรอ? จริงไหม

2. ข้าวหน้าหมูแดง หมูกรอบ

ข้าวหมูแดง หมูกรอบจริงอยู่ที่ว่าหมูแดง หมูกรอบใส่อะไรก็อร่อย แต่หมูแดง หมูกรอบมีกรรมวิธีในการทำหลายขั้นตอน โดยเฉพาะหมูกรอบ ทั้งทอด ทั้งรมควัน แถมยังใช้หมูสามชั้นในการทำอีกด้วย ความอ้วนคูณสองเท่า นอกจากน้ำมันในกระทะ ยังมีน้ำมันหมูที่ออกมาจากหมูกรอบเพิ่มเข้าไปด้วย ยิ่งหมูกรอบที่โดนทอดในกระทะที่ใช้น้ำมันเดิมบ่อยๆ อาจก่อมะเร็งได้อีกด้วย และที่สำคัญที่สุด หมูแดง หมูกรอบต้องหมัก การหมักหมูอย่างเข้มข้นถึงใจ มีปริมาณโซเดียมสูงมาก ทานบ่อยๆ เสี่ยงโรคไตถามหาได้อีกต่างหาก ไหนจะซอสหวานๆ ที่ราดลงไปบนข้าวอีก เสี่ยงเบาหวานได้อีกนะ

3. ราดหน้าหมี่กรอบ

ราดหน้าเส้นหมี่เป็นแป้ง เอาไปทอดจนกรอบในน้ำมัน มันก็ต้องเพิ่มแคลอรี่อยู่แล้ว บวกกับแป้งมันในน้ำราดหน้าเข้าไปอีก มื้อนั้นคุณจะได้ทานแป้งและไขมันจำนวนมหาศาล โดยที่คุณไม่รู้ตัว หากคุณทานหมี่กรอบเป็นประจำ ถึงแม้คุณจะทานเมนูเดียวกันกับเพื่อน แต่คุณรับพลังงานมากกว่าเพื่อนแน่นอน เสี่ยงโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด และอื่นๆ อีกด้วย

4. สุกี้

สุกี้

เห็นสุกี้มีแต่ผัก วุ้นเส้น บางครั้งเราเลือกทานสุกี้เพราะเราคิดว่านี่แหละ อาหารสุดเฮลธ์ตี้ ไม่มีพิษมีภัยแน่นอน ใช่ค่ะ ส่วนประกอบที่พูดไปเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ที่จะทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัวคือน้ำจิ้มนี่แหละ ยิ่งใครที่ราดน้ำจิ้มเยอะๆ รสชาติเค็ม หวาน เปรี้ยว เผ็ด เข้มข้น โรคเบาหวานหรือโรคไตก็มีสิทธิ์ถามหาได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุกี้แห้ง ไม่มีน้ำซุปมาช่วยเจือจาง หรือบางที่คนทำเค้าใส่ซอสมาให้แล้ว แต่เราก็เพิ่มน้ำจิ้มเข้าไปอีก เป็นการปรุงเพิ่มดยไม่จำเป็น (และเราก็ไม่รู้ตัวด้วย) แอบอันตรายจริงๆ

5. หมูกระเทียม

หมูทอดกระเทียมเมนูนี้ทุกคนคงเข้าใจดีว่ามันไม่ควรทานบ่อยๆ นอกจากสารอาหารจะไม่ครบแล้ว (เพราะไม่มีผักเลย นอกจากผักชี บางคนเขี่ยออกด้วยซ้ำ) ยังอุดมไปด้วยไขมันจากน้ำมัน บวกกระเทียมเจียว ยิ่งหากเลือกหมูมันๆ ด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ หากทานแต่ข้าวราดหมูกระเที่ยม บวกไข่เจียวไข่ดาวเข้าไปอีก นอกจากปริมาณแคลอรี่มากมายที่ไม่น่าจะใช้หมด จนต้องเหลือไปกองรวมที่พุง ต้นแขน ต้นขาแล้ว ยังขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ขาดใยอาหารที่ช่วยใรเรื่องของการขับถ่าย เสี่ยงท้องผูก หรือริดสีดวงทวารได้อีกต่างหาก

ที่มา>>>Sanook

“แกงส้มดอกแค” อาหารพื้นบ้าน สรรพคุณไม่ธรรมดา

“แกงส้มดอกแค” อาหารพื้นบ้าน สรรพคุณไม่ธรรมดา

แกงส้มดอกแค มีใครไม่เคยกินไหม? ถ้ายังรีบไปลองเลยแล้วจะติดใจ ด้วยความเข้มข้นของน้ำแกงส้มที่เผ็ดร้อนคู่กับดอกแครสหวานอมขมนิดๆ เคล้ารวมกันกับเนื้อสัตว์ กินพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ บอกเลยว่า อร่อยเกินคำบรรยาย เริ่มอยากกินแล้วล่ะสิ แต่ก่อนที่จะไปกิน  Sanook! Health มีคุณประโยชน์จากแกงส้มดอกแคมาบอกให้รู้กัน

แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาเนิ่นนาน นอกจากดอกแคแล้วยังสามารถใส่ผักอื่นลงไปแทนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แกงส้มผักบุ้ง แกงส้มชะอมทอด หรือจะเป็นแกงส้มผักรวมก็อร่อยและมีประโยชน์ไม่แพ้กัน สำหรับ แกงส้มดอกแค ดอกแคเป็นพืชที่เติบโตได้ง่ายในเขตร้อนชื้น  โตเร็ว ปลูกได้ทุกที เพราะฉะนั้นถ้าบ้านใครมีพื้นที่จะปลูกต้นแคก็ไม่เลวเลยนะ ถ้าคิดเมนูไม่ออก เดินไปเด็ดดอกแคหลังบ้านก็ได้เมนูแสนอร่อยแล้ว
ทางแพทย์แผนไทย แกงส้มดอกแคถือว่ามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้หัวลม แต่ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากนั้นด้วย

คุณประโยชน์ของแกงส้มดอกแค :

1. ดอกแค รสหวานอมขม แก้ไข้หัวลม

2. น้ำแกงส้ม รสเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหารและขับลมในกระเพาะ

3. มะขามเปียก รสเปรี้ยว ลดความร้อนในร่างกาย แก้ท้องผูก ขับเสมหะ

4. สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รักษาอาการหวัด

5. รสเผ็ดและเปรี้ยวของแกงส้ม ช่วยบำรุงธาตุน้ำและลม

6. ดอกแคมีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา

7. ดอกแคช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น รักษาอาการท้องผูก

8. เจริญอาหาร เนื่องด้วยรสขมของดอกแคจะล้างเมือกในช่องปาก ทำให้อยากอาหารมากขึ้น

ที่มา>>>Sanook

ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรไม่ให้รถพัง!

ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรไม่ให้รถพัง!

     หน้าฝนบ้านเราปีนี้มาพร้อมน้ำท่วมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนก็ได้รับผลกระทบไปตามๆกัน สิ่งหนึ่งที่เจ้าของรถต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือการขับรถอย่างถูกวิธีขณะผ่านพื้นที่น้ำท่วม เพราะอาจสร้างความเสียหายรุนแรงชนิดยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว

     คราวนี้ Sanook! Auto จึงขอแนะนำการขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับตัวรถมาฝากกันครับ

testdrive-Ford-Everest-031

     1.เช็คระดับน้ำให้ดี

     โดยปกติแล้วรถเก๋งทั่วไป จะมีความสามารถในการลุยน้ำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากท่อดูดอากาศจากภายนอกสำหรับเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะถูกติดตั้งไว้ด้านล่างของห้องเครื่อง หากระดับน้ำสูงถึงท่อที่ว่านี้รับรองว่าก้านสูบหัก เครื่องยนต์พังอย่างแน่นอน

     ดังนั้นจึงควรตรวจสอบระดับน้ำท่วมขังจะต้องไม่สูงจนเกินไป ทางที่ดีต้องไม่สูงเกินระดับฟุตบาท เพราะแม้ว่าจะดูไม่สูงมาก แต่อย่าลืมว่ารถที่ขับสวนมาอาจทำให้เกิดคลื่นซัด ทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์ได้เช่นกัน

     2.เลี่ยงน้ำลึกทุกครั้ง

     ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขับรถลุยน้ำ ก็ควรใช้เลนที่มีระดับน้ำต่ำที่สุด เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด หากมีทางลัดเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงไปเลยจะดีกว่า ถ้าเครื่องยนต์พังมารับรองว่าไม่คุ้มกันแน่นอน

     3.ปิดแอร์เมื่อจำเป็น

     ในขณะขับรถลุยน้ำนั้น หากสังเกตเห็นว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มได้ยินเสียงน้ำกระฉอกบริเวณใต้ท้องรถ แสดงว่าเริ่มอันตรายแล้ว ควรรีบปิดแอร์ทันที เพื่อหยุดการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ ไม่ให้พัดเอาน้ำที่ท่วมขังกระจายไปทั่วห้องเครื่อง ซึ่งอาจทำความเสียหายให้กับตัวพัดลมเอง และชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ได้

     4.ไม่เร่งเครื่องยนต์

     หลายคนเข้าใจผิดว่าการขับรถลุยน้ำ จะต้องเร่งเครื่องยนต์ให้พุ่งไปข้างหน้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นการกระทำที่อันตรายมาก ‘ห้ามทำเด็ดขาด!’ เพราะน้ำจำนวนมากจะไหลเข้าทางกระจังหน้ารถ เพิ่มโอกาสให้น้ำถูกดูดเข้าไปยังห้องเผาไหม้ ที่ตัวลูกสูบกำลังถูกชักขึ้นลงด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะทำให้ก้านสูบหัก เครื่องยนต์ดับ หากถึงจุดนั้นจริงๆแล้วล่ะก็ ให้คุณเตรียมเงินจ่ายค่ารถลากไว้ได้เลย

     5.เช็คของเหลวในเครื่องยนต์หลังจอดรถ

     เมื่อมาถึงจุดหมายแล้ว ควรเช็คของเหลวต่างๆในเครื่องยนต์ โดยเน้นที่น้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ ว่าจะต้องไม่มีน้ำเจือปน ซึ่งมีโอกาสน้ำเข้าในกรณีที่มีการรั่วซึมของซีล ปะเก็น ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่อาจตามมาในอนาคต

ที่มา>>>Sanook