ศาลล้มละลายสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ “หมอดลฤดี” เบี้ยวใช้ทุนมหิดล

 * ศาลล้มละลายสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ “หมอดลฤดี” เบี้ยวใช้ทุนมหิดล *

ศาลสั่ง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ศาลล้มละลายกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลนัดพิจารณาคดี ที่ม.มหิดล เป็นโจทก์ที่ 1 และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เป็นโจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้อง น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) ที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่สหรัฐฯ เป็นจำเลย เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 ระบุว่า โจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองเพื่อให้รับผิดชอบชดใช้ทุนที่จำเลยผิดสัญญารับทุนรัฐบาลศึกษาวิชาในต่างประเทศ ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยชดใช้ ม.มหิดล โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,088,181 บาท และ สกอ.โจทก์ที่ 2 จำนวน 116,431.05 บาทกับอีก 666,131.73 ดอลลาร์ คดีสิ้นสุดเพราะไม่มีคู่ความอุทธรณ์ แต่จำเลยนั้นเพิกเฉยไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษา จึงขอให้ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและขอให้พิพากษาจำเลยเป็นบุคคลล้มละละลาย

โดยวันนี้ทนายความของโจทก์ทั้งสองมาศาล ส่วน น.ส.ดลฤดี จำเลย ทราบนัดแล้วไม่มา ศาลจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณา

ขณะที่ทนายความโจทก์นำ นายอวยชัย อิสรวิริยะสกุล และ น.ส.ภาแก้ว เบญจเทพรัศมี เข้าเบิกความ และแถลงหมดพยาน

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองแล้ว ได้ความจริงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสองในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท อันเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8(5) จึงมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

ด้าน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ต่อไปเจ้าของทรัพย์ก็ไม่อาจทำอะไรกับทรัพย์นั้นได้ หากจะดำเนินการใดจะเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย ขณะที่เวลานี้ยังไม่ถือว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 60,61 เพราะยังต้องมีขั้นตอนตามกฎหมายอีกที่ศาลจะให้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ น.ส.ดลฤดี อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) ปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐฯ โดยครั้งแรกตกเป็นข่าวครึกโครมช่วงต้นปี 2559 เมื่อผู้ค้ำประกันที่ต้องใช้หนี้ทุนแทน ได้โพสต์ข้อความลงสื่อโซเชียล โดย น.ส.ดลฤดี ได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่สหรัฐฯ แล้วไม่ได้เดินทางกลับมาใช้ทุนคืน แต่ได้ไปทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ที่สหรัฐฯ

สลด หนุ่มเซลล์แมนแอบประกอบถังดับเพลิงเอง พลาดระเบิด-ดับคาที่

 * สลด หนุ่มเซลล์แมนแอบประกอบถังดับเพลิงเอง พลาดระเบิด-ดับคาที่ *

หนุ่มเซลล์แมนแอบประกอบถังดับเพลิงเอง

สลด ! หนุ่มเซลล์แมนแอบอัดน้ำยาเคมีลงถังดับเพลิงเอง เกิดพลาดท่า ชิ้นส่วนถังระเบิดออกพุ่งใส่ศีรษะ ดับคาที่ ตำรวจคาดด้วยสภาพถังดับเพลิงที่เก่า ทำให้ไม่สามารถรับแรงอัดได้ จึงทำให้เกิดการระเบิดขึ้น

วันที่ 15 มีนาคม 2559 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 นำเสนอข่าวว่า เมื่อวานนี้ (14 มีนาคม) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สันทราย จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุมีถังน้ำยาดับเพลิงระเบิดและมีผู้เสียชีวิต 1 ราย จึงเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

เมื่อเดินทางไปถึงพบร่างผู้เสียชีวิต คือ นายพงษ์ศักดิ์ เรือนมูล อายุ 52 ปี เจ้าของบ้าน อยู่ในสภาพที่ศีรษะและหน้าผากมีบาดแผลฉกรรจ์เลือดไหลทะลักนองพื้น และที่ข้างศพพบถังดับเพลิงสีแดงที่ส่วนหัวและท้ายทะลุ มีน้ำยาเคมีสาดกระจาย โดยจากการตรวจสอบบริเวณบ้านของผู้เสียชีวิตพบถังดับเพลิงสภาพเก่า วางเรียงกันนับ 100 ใบ ในจำนวนนี้มีถังที่บรรจุเสร็จแล้ว และมีรอยฉีดพ่นสีถังดับเพลิงให้ดูใหม่

จาการสอบสวนภรรยาของผู้เสียชีวิต ทราบว่า ผู้เสียชีวิตทำธุรกิจจำหน่ายถังเคมีดับเพลิงโดยใช้บ้านหลังนี้เป็นที่เติมเคมีและซ่อมบำรุงถังให้ลูกค้า

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าสาเหตุที่ทำให้ถังเคมีดับเพลิงเกิดระเบิด น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างอัดก๊าซไนโตรเจนเข้าไปในถัง แต่ด้วยสภาพถังที่เก่ามาก ทำให้ไม่สามารถรับแรงอัดได้ จึงทำให้เกิดการระเบิดขึ้น

ภาพจาก เฟซบุ๊ก ถังดับเพลิง อุปกรณ์ดับเพลิงและอบรมดับเพลิง โดยD.T. SUN

รถไฟฟ้า MRT ยกระดับ ความปลอดภัยสูงสุด หลังระเบิด’บรัสเซลส์’

รถไฟฟ้า

รฟม.สั่ง รถไฟฟ้า MRT ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

วันที่ 23 มีนาคม นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่กรุงบรัสเซลส์ประเทศเบลเยียม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้สั่งการให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานการเดินรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล ให้ดำเนินการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ดังนี้

1. จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม.
2. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสัมภาระผู้โดยสาร
3. ตรวจบริเวณโดยรอบสถานี และ ภายในสถานีรถไฟฟ้า เพื่อป้องกันเหตุ
4. เฝ้าสังเกตการณ์ผู้โดยสารชาวต่างชาติเป็นกรณีพิเศษ และเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตในสถานีที่มีชาวต่างชาติใช้บริการเป็นจำนวนมาก
5. จัดรถยนต์สายตรวจ ตรวจรอบศูนย์ซ่อมบำรุง ทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ถึง 7.00 น.
6. เตรียมกำลังหน่วยทำลายวัตถุระเบิด (EOD) และสุนัขตำรวจ K-9 ตรวจตราและเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
7. เตรียมกำลังหน่วยกู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ในที่ตั้งตลอด 24 ชั่วโมง
8. ประสานงานเพื่อตรวจสอบข่าวกับหน่วยความมั่นคงและตำรวจสันติบาลตลอดเวลา
และ 9. เพิ่มการตรวจใต้ท้องรถยนต์และที่เก็บของท้ายรถยนต์ ที่เข้ามาใช้บริการในอาคารจอดรถของ รฟม.

จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT โปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และหากพบเห็นเหตุการณ์ ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือ บุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่อยู่ในบริเวณนั้นทันที หรือ แจ้งศูนย์วิทยุพสุธา รฟม. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2938-3666 ตลอด 24 ชั่วโมง.

ที่มา>>>Thairath

2คนร้ายขี่ จยย.ไล่ยิงถล่ม หนุ่มใหญ่ สาหัส ตร. คาดชู้สาว

ไล่ยิงหมุ่นใหญ่1

ภาพจาก : มรกต21

ระทึก!2 คนร้าย ขี่ จยย.ใช้อาวุธปืนไล่ยิงหนุ่มใหญ่ขับรถเก๋งทะลุกระจก บริเวณใกล้แยกคลองเตย บาดเจ็บสาหัส นำส่งรพ.จุฬาลงกรณ์ ด้าน ผบช.น.ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบหาสาเหตุ ตั้ง2ปม ขัดแย้งส่วนตัว กับมีเรื่องเฉี่ยวชนกันมาก่อนหน้า เบื้องต้นตำรวจคาดเรื่องชู้สาว

วันที่ 23 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 05.20 น. ที่ผ่านมา มีคนร้ายขี่รถ จยย.ยังไม่ทราบรุ่นและเลขทะเบียน มาก่อเหตุยิงคนขับรถเก๋ง บน ถนนพระราม 4 ขาเข้า อยู่เลยสี่แยกรัชดา-พระราม 4 ก่อนถึงสามแยกคลองเตย เพียงเล็กน้อย ส่วนผู้ก่อเหตุขี่ จยย.หนีมุ่งหน้าไปทางใต้ด่วนพระราม 4 โดยคนร้ายขี่ จยย.มากัน 2 คน เป็นชาย คนซ้อนท้ายเป็นคนลงมือยิง

ไล่ยิงหนุ่มใหญ่2

รถเก๋งคันเกิดเหตุถูกคนร้ายไล่ยิง จนคนขับเจ็บสาหัส ถ.พระราม4 แยกคลองเตย

 ที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งวีออส สีดำของผู้เสียหายจอดอยู่ กระจกด้านหน้าฝั่งคนขับ มีรอยกระสุนยิง 7 นัด ลักษณะยิงเกาะกลุ่ม ท้ายรถมีรูกระสุนหนึ่งนัด รวม 8 นัด และมีร่องรอยเฉี่ยวชนด้านท้าย มีปลอกกระสุนหล่นในที่เกิดเหตุ 4 ปลอกขนาด 9 มม. อยู่ระหว่างรอพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น จากการสอบปากคำพยาน พบเห็นมีคนร้าย 2 คนใช้รถจักรยานยนต์ ไล่ยิงเก๋งวีออสตั้งแต่หน้าตลาดคลองเตย คนขับสวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนที่เป็นมือปืน ไม่สวมหมวก

ไล่ยิงหนุ่มใหญ่3

จนท.ตร.ยังปิดการจราจร

จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายขี่เร่งเครื่องแซง และกระหน่ำยิงเข้าหน้ารถฝั่งคนขับ โดนเจ้าของรถบาดเจ็บ หลังจากนั้นขี่หลบหนีไปมุ่งหน้าบ่อนไก่

คนขับรถที่บาดเจ็บ จึงหักรถเข้าจอดเลนซ้ายสุด ก่อนที่ผู้หญิงที่นั่งมาด้วยจะวิ่งลงมาขอความช่วยเหลือ และมีคนขับรถตุ๊กตุ๊ก รีบพาส่งโรงพยาบาลจุฬา ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายที่ รพ.จุฬา และพยานโดยรอบ
ไล่ยิ่งหนุ่มใหญ่4

ปลอกกระสุนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

ล่าสุด พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วยตำรวจสน. ท่าเรือ และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าตรวจที่เกิดเหตุ มีการปิดช่องจราจรเลนซ้ายสุด 1 ช่องทาง ทั้งนี้ ตร. ตั้ง 2 ปม ความขัดแย้งส่วนตัว กับมีการขับรถเฉี่ยวชนมาก่อน แล้วเกิดไม่พอใจไล่ยิงกัน และขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างไล่ตรวจกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ.

ล่าสุดพนักงานสอบสวน สน.ท่าเรือ นำตัวพยานที่เห็นเหตุการณ์ คือ คนขับรถแท็กซี่ ที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์จากกล้องหน้ารถขณะคนร้ายลงมือก่อเหตุเอาไว้ได้ และภรรยาที่นั่งมาในรถกับ นายนายสุวิทย์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ มาสอบปากคำเพื่อสืบสวนหาแรงจูงใจที่ทำให้คนร้ายลงมือก่อเหตุ
พลตำรวจตรีสมบัติ มิลินจินดา ผู้บังคับการสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยสั้นๆก่อนเข้าสอบปากคำพยาน ว่า เบื้องต้น สาเหตุการก่อเหตุของคนร้ายน่าจะมาจาก เรื่องชู้สาว หลังภรรยาของคนขับรถยนต์วีออส ระบุว่า คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุน่าจะเป็นแฟนเก่าที่เลิกรากันไปซักระยะ แต่ยังตามหึงหวง เบื้องต้น ได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เพื่อติดตามตัวมาสอบสวนก่อนดำเนินคดี ต่อไป

ที่มา>>>Thairath

 

 

หนุ่ม ธ.ก.ส.หนองคาย เครียด ภรรยาตีตัวออกห่าง ใช้ปืนยิงหัว ก่อนฆ่าตัวตายตาม

 * หนุ่ม ธ.ก.ส.หนองคาย เครียด ภรรยาตีตัวออกห่าง ใช้ปืนยิงหัว ก่อนฆ่าตัวตายตาม *

ยิงตัวตาย

หนุ่ม ธ.ก.ส.หนองคาย เครียด ภรรยาตีตัวออกห่าง ดื่มเบียร์ก่อนปืนยิงหัวก่อนฆ่าตัวตายตามดับ 2 ศพ ทิ้งจดหมายขอให้จัดงานศพร่วมกัน

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 พ.ต.ท. กิตติธัช สีหาชัย รองผู้กำกับสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย รับแจ้งเหตุคนเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนที่บ้านเลขที่ 9/81 หมู่บ้านดอนแก้ววิลเลจ ม.9 ต.วัดธาตุ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นก่อนไปตรวจสอบพร้อมด้วย นายสุชาติ นพวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พล.ต.ต. สมชาย นุ่มโต ผบก.ภ.จังหวัดหนองคาย พ.ต.อ. อภิศักดิ์ กรองทิพย์ ผกก.สภ.เมืองหนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแพทย์เวรจากโรงพยาบาลหนองคาย

ที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตบนเตียงนอนในห้องนอน 2 ศพ ทราบชื่อ นายชวลิต รักบ้าน อายุ 32 ปี อยู่ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าบริเวณขมับขวาทะลุออกด้านซ้าย ใกล้กันพบศพ นางสาวสุคนธา ถาไชยรา อายุ 30 ปี อยู่ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าบริเวณท้ายทอยทะลุออกหน้าผาก และในที่เกิดเหตุยังพบอาวุธปืนขนาด .38 (รีวอลเวอร์) ตกอยู่ข้างศพ นายชวลิต ในรังเพลิงมีกระสุนบรรจุ 6 นัด (ยิงไปแล้ว 3 นัด) และยังพบจดหมายลาตายเขียนด้วยลายมือของ นายชวลิต โดยรายละเอียดของจดหมายเป็นการสั่งเสียบุคคลที่ นายชวลิต และตัดพ้อถึงปัญหาชีวิต ฝ่ายหญิงไม่ทำตามสัญญา พร้อมทั้งให้ช่วยจัดการงานศพด้วยกัน โดยภายในห้องยังพบเบียร์กระป๋องถูกกินแล้วหลายกระป๋อง

สอบ สวนทราบว่า นายชวลิต ทำงานอยู่ที่ ธ.ก.ส.สาขาอำเภอรัตนวาปี ส่วน นางสาวสุคนธา ทำงานที่ ธ.ก.ส.สาขาอำเภอสังคม และได้มาซื้อบ้านในหมู่บ้านพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วนสาเหตุคาดว่า นายชวลิต อาจเกิดความหึงหวง นางสาวสุคนธา ที่พักหลังเริ่มตีตัวออกห่าง อาจทำให้คิดมากจนก่อเหตุสลดขึ้นในครั้งนี้

ด้านเพื่อนชายของผู้ตายฝ่ายชาย เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับฝ่ายชายตอนล่าสุด เวลา 17.00 น. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม เพื่อชวนออกไปกินข้าว แต่พอเวลา 18.00 น. ได้ติดต่อมาอีก แต่ไม่รับสาย จึงคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ทว่าตอนเช้าได้โทรศัพท์มาอีก ไม่มีคนรับสาย จึงรีบมาดูที่บ้าน พบว่าเสียชีวิตแล้ว

ภาพหญิงสาวสวมชุดครุยกราบแม่คนกวาดขยะ ชื่นชมกตัญญูทั่วโซเชียล

 * ภาพหญิงสาวสวมชุดครุยกราบแม่คนกวาดขยะ ชื่นชมกตัญญูทั่วโซเชียล *

วสวมชุดครุยกราบแม่คนกวาดขยะ

ภาพหญิงสาวสวมชุดครุยกราบแม่คนกวาดขยะ ชื่นชมกตัญญูทั่วโซเชียล ชี้ ไม่เคยอายที่แม่ทำอาชีพอะไร แต่อายที่ดูแลท่านไม่ดี

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างมีการแชร์ภาพจากเฟซบุ๊ก หมวย เกี๊ยะ โดยเป็นภาพหญิงสาวในชุดครุยรับปริญญา ก้มกราบแม่ที่เป็นคนกวาดขยะ พร้อมกับข้อความว่า ไม่เคยอายที่แม่ทำอาชีพอะไร แต่จะอายที่ดูแลท่านไม่ดี อาชีพที่ต่ำในสังคม อาจจะปั้นคนมาไม่แล้วหลายชีวิต

วสวมชุดครุยกราบแม่คนกวาดขยะ

สำหรับผู้ที่พบเห็นภาพดังกล่าว ต่างชื่นชมในการกตัญญูครั้งนี้ของสาวคนดังกล่าว พร้อมบอกว่า ไม่จำเป็นต้องรวย ก็สามารถเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้ คนกตัญญูทำอะไรก็เจริญเสมอ

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก หมวย เกี๊ยะ

วสท. แจงเหยื่อ SCB 8 ศพ สูดสารไพโรเจนมากเกิน ไม่ใช่ขาดออกซิเจน

 * วสท. แจงเหยื่อ SCB 8 ศพ สูดสารไพโรเจนมากเกิน ไม่ใช่ขาดออกซิเจน *

เหยื่อ SCB 8 ศพ

นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ แถลงเหยื่อการตาย จากเหตุ SCB ไม่ใช่เพราะขาดออกซิเจน แต่เป็นการสูดเอาสารดับเพลิงไพโรเจนเข้าไปมาก จนร่างกายรับไม่ไหว

วันที่ 18 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. ตั้งโต๊ะแถลงถึงกรณีบริษัทผู้รับเหมาปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัย อาคารเอสซีบี ปาร์ค ธนาคารไทยพาณิชย์ จากระบบแอโรซอล หรือไพโรเจน เป็นระบบก๊าซไนโตรเจน แต่เกิดเหตุขัดข้องจนเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชื่อว่า สาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากการขาดออกซิเจนตามที่เป็นข่าว แต่เป็นการสูดดมเอาสารดับเพลิงแอโรซอล ซึ่งเป็นผงฝุ่นละเอียดสูง มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เข้าไปในร่างกายและสัมผัสสารเป็นเวลานานกว่า 15 นาที ทำให้เข้าไปปิดกั้นระบบทางเดินหายใจ จนเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ออกซิเจนในสมองลดลงและเสียชีวิตลงดังกล่าว

เหยื่อ SCB 8 ศพ

อ่านเพิ่มเติม วสท. แจงเหยื่อ SCB 8 ศพ สูดสารไพโรเจนมากเกิน ไม่ใช่ขาดออกซิเจน

สั่งย้าย เทศกิจในคลิปฉาวไถเงินฝรั่ง พร้อมบทลงโทษขั้นหนัก

 * สั่งย้าย เทศกิจในคลิปฉาวไถเงินฝรั่ง พร้อมบทลงโทษขั้นหนัก *

เทศกิจไถเงินฝรั่ง

รองปลัดกรุงเทพมหานคร ออกคำสั่งย้ายไปช่วยราชการ เทศกิจที่ปรากฏในคลิปฉาวหลังคลิปไถเงินฝรั่งแพร่ว่อนโซเชียล พร้อมประกาศบทลงโทษทางวินัยขั้นหนักหากกระทำผิดจริง

จากกรณีที่มีคลิปวิดีโอเทศกิจจับชายชาวต่างชาติข้อหาทิ้งขยะย่านสนามหลวง โดยมีการหยิบเอาเงินจากกระเป๋าอีกฝ่ายไปหลายพันบาทเป็นค่าปรับ จนเกิดเป็นกระแสวิจารณ์อย่างมากนั้น (อ่านข่าว : แฉสนั่น เทศกิจจับชายต่างชาติทิ้งขยะนอกพื้นที่ตัวเอง-หยิบเงินไปหลายพัน)

ล่าสุด (16 มีนาคม 2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งย้าย นายไพโรจน์ ทินโน เทศกิจในคลิปดังกล่าวให้ไปช่วยราชการงานฝ่ายปกครองชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมยืนยันว่าเทศกิจไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ข้ามเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบได้ โดยพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ กทม.

ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จแล้ว คาดว่าจะได้บทสรุปภายใน 3 วัน พร้อมจะมีการเชิญตัวเจ้าของคลิป สำนักงานเขตในปกครอง และนายไพโรจน์ มาให้ข้อมูล ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการกระทำความผิดจริงจะดำเนินการตามวินัย คือ มีโทษถึงขั้นให้ออก

‘บิ๊กตู่’ ลั่นไม่ยอมให้ประเทศแตกแยก วอนทุกฝ่ายอย่าหวงอำนาจ

บิ๊กตู่1

นายกฯ เปิดงานระบบขนส่งทางรางไทย ครั้งที่ 2 บอกอ่านข่าวแล้วปวดหัว มีทั้งเรื่อง “รธน.-ประชามติ-ปชต.” ขอทุกคนตามให้ทัน  บ่น “รำคาญคนยิ่งกว่ายุง” ลั่นไม่ยอมให้ประเทศแตกแยก ถ้าแตกอีกก็จะรวมใหม่ วอนทุกฝ่ายอย่าหวงอำนาจ

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.59 ที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ครั้งที่ 2 เรื่อง “ผลิตชิ้นส่วนระบบรางอย่างไรให้ได้มาตรฐาน” พร้อมกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ตอนเช้าแทนที่จะอารมณ์ดี แต่อ่านข่าวมีทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชามติ ประชาธิปไตย ปวดหัวไปหมด ตั้งใจทำแต่สิ่งดีๆ ขอให้ทุกคนช่วยกัน และตามให้ทันว่าอะไรเป็นอะไร วันนี้ตนมองดอกไม้ก็เจอยุง ซึ่งถือว่ารำคาญทั้งยุงทั้งคน แต่คนจะเยอะกว่ายุงและน่ารำคาญกว่ายุงอีก

บิ๊กตู่2

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เราจำเป็นต้องเดินหน้าประเทศ โดยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูปและกลไกที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เดินไปข้างหน้าได้ โดยรัฐบาลวางอนาคตข้างหน้าให้สำหรับทุกคน ไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ คิดเพียงแต่ว่าผลประโยชน์ต้องเป็นของคนทั้งประเทศ ซึ่งรัฐบาลต่อไปก็ต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้และต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่า การเปลี่ยนแปลงต้องดูว่าจะทำอย่างไร ในเมื่อกลไกการเมืองไม่เข้มแข็ง จึงต้องหาทางพัฒนา ประเทศไทยจะได้มีที่ยืนในเวทีโลกไม่ใช่ยืนอยู่คนเดียว เพราะคิดต่าง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตนเข้ามา ไม่ใช่ว่าตนเก่ง แต่ต้องศึกษาและทำให้เกิดรูปธรรมที่เราวางไว้ให้เกิดขึ้นภายในปี 2565 หากไม่เกิดความขัดแย้งการพัฒนาจะสามารถเริ่มต้นได้ในปีนี้ แต่เราจะรักษาเสถียรภาพได้ไปถึงเมื่อไหร่ เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกัน จึงอยากให้นักการเมือง ข้าราชการ และทุกคน เลิกมองแต่ตัวเอง แต่ให้มองอนาคตของประเทศ และพัฒนาร่วมกันให้ประเทศเข้มแข็ง อาเซียนเข้มแข็งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันให้ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้พัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด และแม้รัฐบาลนี้จะไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีหลายคน หลายประเทศที่มั่นใจว่าเราจะเดินหน้าไปได้มาสนับสนุนตนให้พัฒนาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ในที่สุด อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม ยิ้มตลอด แต่ยิ้มไปทะเลาะไป ตนพูดความจริง แล้วใครทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น สิ่งต่างๆที่ทำให้การพัฒนาล่าช้า เพราะคนไทยที่ต้องร่วมมือกัน ยืนยันจะเร่งรัดตรวจสอบการทุจริตทั้งหมด อย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะถูกจับตามองและตนเข้ามาจัดระเบียบประเทศให้ปลอดคอร์รัปชัน เวลาไปต่างประเทศก็ถูกทวงถามถึงโครงการต่างๆ ที่สัญญากันไว้ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ ทวงตนทุกวัน เลยสงสัยว่าเสียเงินเสียทองให้ใครไปหรือไม่ จึงอยากให้บอกมาเลยจ่ายให้ใครจ่ายไปเมื่อไหร่ แล้วทำไมทำไม่ได้ก่อนที่ตนจะเข้ามา หากมีการทุจริตก็เป็นเรื่องของศาลที่จะพิจารณา แต่ตนเคารพหลักการความร่วมมือของต่างประเทศ แม้จะเข้ามาอย่างไร ตนก็รักษาสัญญา และขออย่ามาวิ่งเต้นในเรื่องต่างๆ กับตนเพราะรำคาญ หากทำได้ก็จะทำ หากไม่ได้ก็ไม่ทำ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ต้องมุ่งที่ความเข้าใจ ไม่ใช่มุ่งแต่อำนาจ ไม่ใช่หมายถึงตน แต่หมายถึงใครก็แล้วแต่ที่มีอำนาจ เพราะอำนาจไม่ใช่สิ่งที่หามาง่าย แต่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจที่จะบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่มีอำนาจไว้ขู่เข็นคนทั้งโลก และใครจะรักหรือชอบใครไม่ว่า ขออย่าเกลียดประเทศและแยกประชาชน ซึ่งเหมือนเพลงชาติไทยที่บอกว่ารวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยเป็นประชารัฐ ที่เราร้องกันทุกวันแต่ก็ทะเลาะกันทุกวัน เพราะมาจากหลายเชื้อชาติ ใครไม่เข้าใจก็ช่าง แต่ต้องรวมกันเป็นประชารัฐ วันนี้รวมกันได้ก็จะแตกกันอีก แต่ตนไม่ยอมอยู่แล้ว ถ้าแตกอีกตนก็จะรวมกันอีก ทุกคนต้องร่วมมือกันให้ได้อย่าหวงอำนาจ เพราะอำนาจเป็นของประชาชน เรามารับใช้ประชาชน ตนไม่ใช่นักการเมืองจึงไม่ทำแบบนักการเมือง

ทั้งนี้ ระหว่างบรรยาย พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งให้ผู้เข้าร่วมประชุมลุกขึ้นยืนชูมือ ยืดเส้นยืดสาย เพื่อไม่ให้ง่วงนอนหรือเกิดความเบื่อหน่าย ก่อนจะบรรยายต่อว่า จากนี้ไทยจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ในภูมิภาค ต้องสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในเรื่องสิทธิประโยชน์กับนักลงทุน ขณะเดียวกันยังชี้แจงคำสั่งมาตรการ 44 ไม่ได้สั่งยกเลิกรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แต่อยากให้เกิดความรวดเร็ว หรือทำแบบคู่ขนานกันไป ยืนยันรัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง พร้อมจะดูแลประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบ หากโครงการไหนควรทำ ก็ต้องทำ ขออย่าบิดเบือน เว้นแต่พวกที่ไม่รักษากฎหมายที่กฎหมายปกติยังไม่เคารพ

โดยตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวด้วยว่า รู้สึกสบายที่ได้พูดปัญหาทุกอย่างในวันนี้.

ที่มา>>>Thairath

จ่อดำเนินคดี 2 บริษัท เหตุไพโรเจนรั่ว ‘เอสซีบี’ ยังไม่สรุปความผิดใคร!

scb1

ผู้บังคับการ พฐ.คาด เหตุไพโรเจน รั่วที่ ‘เอสซีบี‘ เกิดจากระบบตรวจพบฝุ่นฟุ้งกระจายจากการซ่อมบำรุง ด้าน ‘ศานิตย์’ เผย ยังไม่สรุปเป็นความผิดของใคร รอผู้เชี่ยวชาญสอบอีกครั้ง จ่อดำเนินคดี 2 บริษัทเอกชน ไม่ทำตามขั้นตอนหลังเกิดเหตุ ทำคนเจ็บตาย จำนวนมาก …

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุระบบป้องกันอัคคีภัยของธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รั่วไหล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากว่า ธนาคารยืนยันว่า ระบบไพโรเจนป้องกันอัคคีภัย ณ ปัจจุบัน เป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงสุด แต่อาจจะเกิดข้อผิดพลาดส่วนบุคคล ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นความผิดของใคร เนื่องจากต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบโดยละเอียดก่อน ขณะเดียวกัน ห้องดังกล่าวเป็นห้องความมั่นคงสูง มีเอกสารสำคัญจำนวนมาก บุคคลที่เข้าออกได้จึงถูกจำกัดเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

นอกจากนี้ พลตำรวจโท ศานิตย์ ยังยืนยันว่า จะมีการดำเนินคดีกับเอกชน อย่างน้อย 2 บริษัท ที่ละเลยเมื่อเกิดเหตุไม่ทำตามขั้นตอนปฏิบัติที่กำหนด เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

scb2

ด้าน พลตำรวจตรี ธวัชชัย เมฆประเสริฐกุล ผู้บังคับการพิสูจน์หลักฐานกลาง หรือ พฐ. กล่าวว่า คาดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดจากระบบตรวจพบฝุ่นฟุ้งกระจายจากการซ่อมบำรุง เพราะในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยของการระเบิดหรือเพลิงไหม้ ส่วนคราบสีดำเพดานและพื้น คาดว่าจะเป็นร่องรอยการทำปฏิกิริยาของสารเคมีดังกล่าว อีกทั้งธนาคารอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัย จากไพโรเจนเป็นไนโตรเจน จึงต้องทำการเซ็นเซอร์ตรวจจับความผิดปกติ รวมถึงอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่นำเข้าไปในการซ่อมบำรุง ว่าสิ่งใดที่เป็นปัจจัยให้ระบบทำงานขึ้น รวมถึงขณะที่พนักงานซ่อมบำรุง เข้าดำเนินการได้ปิดระบบไพโรเจน แล้วใช้ระบบไนโตรเจนหรือไม่.

ที่มา>>>Thairath